โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธปท.ชี้ดอกเบี้ย 1% ใกล้ขีดจำกัดนโยบายการเงิน ย้ำแก้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งปฏิรูปโครงสร้าง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 22.50 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 17.44 น.

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ชะลอตัวลงเหลือขยายตัวเพียง 1.5% หลังได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง กระทบต้นทุนภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และกำลังซื้อภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวแตะระดับ 4-5% ในช่วงที่เหลือของปี พร้อมชี้นโยบายการเงินเริ่มถึงขีดจำกัด เร่งรัฐเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัด Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2569 เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชน หลังจากคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ให้ควคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน และนางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค

กนง. “มองข้าม”เงินเฟ้อสูงชั่วคราว รอดูสถานการณ์สงครามที่ยังยืดเยื้อ

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาหลัก คือ

ช่วงก่อนเกิดสงคราม (ต้นปี – 25 กุมภาพันธ์) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการขยายตัวที่ค่อนข้างดี และดีกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงปลายปีที่แล้ว โดยประเมินว่าอาจขยายตัวได้ถึง 2.3% ซึ่งสูงกว่าการประเมินเดิมที่ 1.5% ในปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามคณะกรรมการกนง. มองว่ายังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ จึงมีมติ 4 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมครั้งแรก (25 ก.พ.) เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายในขณะนั้น

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ช่วงหลังเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน (28 กุมภาพันธ์ – ปัจจุบัน) เพียง 3 วันหลังการประชุม กนง. สถานการณ์พลิกผันเมื่อเกิดสงครามขึ้น และยังไม่แนวโน้มที่จะยุติลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 2 มิติ คือ

มิติการเติบโต เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากสงครามส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศและการท่องเที่ยว ส่งผลให้จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 2.3% ก็มีการปรับลดประมาณการลงมาอยู่ที่ 1.5%

“ถ้าไม่มีสงคราม เราคงเห็นการเติบโตจาก 1.5% เป็น 2.3% แต่พอเกิดสงครามขึ้นมา 2.3% ลดลงกลับมาเหลือ 1.5% เพราะฉะนั้นสงครามถือว่ามีผลค่อนข้างจะมีนัยยะต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ” ดร.ดอนกล่าว

มิติเงินเฟ้อ จากเดิมที่เงินเฟ้อติดลบในช่วง 2-3 เดือนแรก แต่ล่าสุดพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2% ปลายๆ และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี เงินเฟ้อมีโอกาสแตะระดับ 4% – 5% แล้วก็มีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ดร.ดอนกล่าวว่า โจทย์ของ กนง. ในการประชุมครั้งที่สองเปลี่ยนไป จากที่กังวลเงินเฟ้อต่ำ เป็นกังวลเงินเฟ้อสูง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ยังเติบโตได้ไม่ดีนัก กนง. ประเมินว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นผลกระทบระยะสั้น และน่าจะปรับลดลงในปีหน้า

“กนง. จึงเลือกที่จะ “มองข้าม” อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นชั่วคราวในเดือนเมษายนไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์สงครามที่ยังยืดเยื้อ” ดร.ดอนกล่าว

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ภาคธุรกิจ: ต้นทุนพุ่ง-วัตถุดิบขาดแคลน รับแรงกระแทกเต็มที่ในไตรมาส 2

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง ประเทศไทยได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชียปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบโลก สะท้อนภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลในภูมิภาค ส่งผลให้ราคาขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความอ่อนไหวของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การประมาณการในในกรณีฐาน (Baseline) คาดว่าความขัดแย้งจะมีแนวโน้มจะทยอยคลี่คลายลงในช่วงครึ่งแรกของปี การเจรจาได้ข้อสรุปในเร็ววัน และปัญหาการหยุดชะงักใน ช่องแคบฮอร์มุซ” คาดว่าจะลากยาวไปจนถึงปลายครึ่งแรกของปี ก่อนจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งปีหลัง

แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนที่จะทยอยคลี่คลายในช่วงครึ่งหลัง โดยมีปัจจัยกดดันจาก 2 ด้าน คือ

ด้านอุปทาน (Supply Side) กำลังการผลิตยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ทันที เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูตั้งแต่ระดับหลายเดือนไปจนถึงเป็นปี

ด้านอุปสงค์ (Demand Side) ความต้องการใช้น้ำมันยังคงพุ่งสูง เนื่องจากหลายประเทศจำเป็นต้องเร่งซื้อน้ำมันเพื่อ เติมสต็อก” หลังจากที่ระบายออกมาใช้ในช่วงสงคราม ประกอบกับการซื้อเพื่อสำรองไว้รองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สําหรับกรณีเลวร้าย กนง.มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งก็อาจจะยืดเยื้อไปตลอดทั้งปีนี้ ส่วนการเดินเรืออาจจะหยุดชะงัก แล้วก็ค่อย ๆ ทยอยผ่านได้ในช่วงครึ่งหลัง ราคาน้ํามันเองก็จะอยู่ในระดับสูงนานกว่าในกรณีฐาน รวมไปถึงมีภาวะตึงตัวหรือการขาดแคลนวัตถุดิบสําคัญของโลก จนทําให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ที่อาจจะมีผลต่อการผลิต แลการจ้างงาน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธปท.ยังประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นกรณีฐาน ซึ่งราคาน้ํามันดูไบคาดว่าปีนี้น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปีหน้าจะลดลงมาที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบจากตะวันออกกลางในระดับสูง โดยมีการนำเข้าพลังงานคิดเป็นราว 7% ของ GDP และนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคนี้เกือบ 3% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ยังนำเข้าวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ แนปทา ปุ๋ยยูเรีย น้ำมันดิบ และฮีเลียม จากแหล่งเดียวกันในสัดส่วนสูง

นางปราณีกล่าวว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและวัตถุดิบที่ตึงตัว กระทบต่อค่าครองชีพของครัวเรือน กับต้นทุนของธุรกิจ อีกทั้งผลกระทบยังส่งผ่านช่องทางการท่องเที่ยว ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอาจจะเข้ามาได้น้อยลง โดยนักท่องเที่ยวที่มาจากตะวันออกกลางโดยตรงและผ่านฮับตะวันออกกลางรวมกันคิดเป็นประมาณ 11% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการหายไปในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง

นางปราณี กล่าวว่า ภาคธุรกิจที่เริ่มเผชิญต้นทุนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นในทันที ได้แก่กลุ่มขนส่ง สายการบิน ประมง โรงแรม ซึ่งพึ่งพาพลังงานสูง รวมทั้งกลุ่มประสบกับราคาวัตถุดิบแพงขึ้น อย่างปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ส่วนกลุ่มเกษตรแม้ได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่มีภาระต้นทุนจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังประสบกับภาวะวัตถุดิบตึงตัวหรือขาดแคลน

จากการสำรวจความเห็นและลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคทั่วประเทศในช่วง 2 เดือนหลังเกิดสงคราม พบว่าภาคธุรกิจได้รับผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้น โดยมีธุรกิจส่วนใหญ่เกือบ 80% ชี้ว่า ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ผู้ประกอบการ 40% เริ่มเผชิญปัญหา ภาวะวัตถุดิบตึงตัว วัตถุดิบขาดแคลน

“ข้อมูลจากการที่เราไปพูดคุยกับภาคธุรกิจในทุกภูมิภาคในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาหลังเกิดสงคราม เห็นว่าธุรกิจมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นในไตรมาสสอง” นางปราณีกล่าว

กลุ่มธุรกิจที่มีสต็อก 1–3 เดือน เช่น ร้านอาหาร ยานยนต์ชิ้นส่วน และวัสดุก่อสร้าง เริ่มเห็นผลชัดขึ้นในไตรมาสสอง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสภาพคล่องอ่อนแออยู่แล้วจะถูกซ้ำเติมเพิ่มเติม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่าสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ไม่เกิน 20% สะท้อนข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ

ด้านภาคการท่องเที่ยว ธปท. ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้เหลือ 33 ล้านคน จากเดิมที่คาด 35 ล้านคน โดยได้รับผลกระทบทั้งจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านการบินในตะวันออกกลาง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะทยอยฟื้นตัวจากความกังวลด้านความปลอดภัยที่ลดลง

รายรับภาคท่องเที่ยวปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่ใช้จ่ายสูงเพิ่มขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่พักนานขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดอื่นมากขึ้นหลังหาดใหญ่ฟื้นตัวช้าจากน้ำท่วม ขณะที่ปี 2570 รายได้ท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของภาคท่องเที่ยวยังส่งผลให้รายได้ของแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวลดลง ประกอบกับรายได้ภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ กดดันให้รายได้แรงงานโดยรวมปีนี้หดตัวเล็กน้อย และทำให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.6% ก่อนจะฟื้นเป็น 1.9% ในปีหน้าเมื่อสถานการณ์ทยอยคลี่คลายและนักท่องเที่ยวกลับมาเพิ่มขึ้น

สำหรับการส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 8.1% ในปี 2569 โดยเกือบทั้งหมดมาจากสินค้าเทคโนโลยีตามอุปสงค์ ของ Data Center ขณะที่สินค้ากลุ่ม Non-Tech โดยเฉพาะยานยนต์และเกษตรแปรรูปยังซบเซา

การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 3.0% ในปีนี้ และ 2.6% ในปีหน้า จากการลงทุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ผลบวกต่อเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด เนื่องจาก FDI ส่วนใหญ่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและมีบทบาทเป็น Downstream มากขึ้น อาจจะส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับประเทศมีจํากัด

ด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล นางปราณีกล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลและกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่เร็วกว่าคาดราว 1 เดือน ทำให้งบประมาณสามารถกลับมาใช้ได้ตามกรอบเวลาปกติ ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาส 4 ปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐในปี 2569-2570 จะขยายตัวเพียง 0.4-0.5% ตามแผนลดการขาดดุลการคลังระยะปานกลาง (MTFF) โดยประมาณการนี้ยังไม่รวมผลของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจในปีต่อไป

ความเสี่ยงโดยรวมเบ้ต่ำทั้งสองปี โดยปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือ ความยืดเยื้อของสงคราม นโยบายการค้าของสหรัฐที่ยังอยู่ระหว่างเจรจา และสภาพคล่องธุรกิจที่อาจกระทบการจ้างงาน

สำหรับ พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประเมินเบื้องต้นว่าจะช่วยหนุน GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีฐานราว 0.6% โดยผลต่อเงินเฟ้อจะยังจำกัด เพราะกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบางและการแข่งขันสูง

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

การส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีสัญญาณ “Second-round effect”

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ธปท. คาดอัตราเงินเฟ้อปี 2569 จะเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% จากผลของราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย โดยเฉพาะราคาน้ำมันดูไบที่คาดว่าจะลดลงจากเฉลี่ย 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้ เหลือ 80 ดอลลาร์ในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ธปท. ประเมินว่าความเสี่ยงที่จะเกิด “Second-round effect” หรือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวงกว้างยังมีจำกัด แม้จะต้องติดตามพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากช็อกราคาพลังงานครั้งนี้ถือเป็นแรงกระแทกด้านอุปทานครั้งใหญ่

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.89% โดยมีพลังงานเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่การส่งผ่านต้นทุนเริ่มเห็นชัดในหมวดค่าโดยสารสาธารณะ ทั้งตั๋วเครื่องบินและรถโดยสารระหว่างจังหวัด ส่วนสินค้าอื่น เช่น อาหารสำเร็จรูป ยังมีการปรับขึ้นเพียงบางส่วน และต้องติดตามต่อว่าต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านไปยังสินค้าในวงกว้างมากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป

ธปท. ยังมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงชั่วคราวราว 4 ไตรมาส ก่อนทยอยลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันโลกในปีหน้า

นายสุรัชกล่าวว่า แม้การส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ยังไม่กระจายตัวเป็นวงกว้าง และยังไม่เห็นสัญญาณของ “Second-round effect” หรือภาวะเงินเฟ้อฝังลึกในระบบเศรษฐกิจไทย

ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างตลาดแรงงานไทยที่ยังไม่เอื้อต่อการเกิดภาวะ Wage-Price Spiral หรือวงจรค่าจ้างและราคาสินค้าปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยแรงงานไทยที่ได้รับค่าจ้างประจำมีสัดส่วนเพียงราว 50% ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่อำนาจต่อรองของแรงงานและระบบปรับค่าจ้างอัตโนมัติยังมีจำกัด

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำ ภาคครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ยังเปราะบาง ทำให้กำลังซื้อไม่แข็งแรงพอจะรองรับการขึ้นราคาสินค้าในวงกว้าง ประกอบกับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของไทย ค่อนข้างที่จะยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

อย่างไรก็ตามนายสุรัช ยอมรับว่า “ช็อกราคาน้ำมันครั้งนี้มีขนาดใหญ่” จึงต้องติดตามพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ธุรกิจอาจปรับราคาสินค้าถี่ขึ้นเพื่อรักษากำไร และการส่งผ่านต้นทุนที่อาจขยายวงกว้างหากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

นายสุรัชกล่าวว่า ราคาน้ำมันถือเป็น “Salient Shock” หรือแรงกระแทกที่ประชาชนและภาคธุรกิจรับรู้ได้ชัดเจน จึงอาจทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อปรับขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อและกระทบต่อราคาน้ำมันโลกมากกว่าคาด

ขณะเดียวกัน ธปท. ประเมินว่าเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.9% แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางยังทรงตัวใกล้ 1.5% สะท้อนว่าตลาดยังเชื่อว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะเป็นเพียงชั่วคราว

ด้านภาวะการเงินราคาสินทรัพย์และค่าเงินบาทผันผวนตามสถานการณ์สงคราม โดยเงินบาทอ่อนค่าราว 3.5% หลังเกิดความขัดแย้ง สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ และติดตามผลกระทบต่อความสามารถชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนอย่างใกล้ชิด

นายสุรัชกล่าวว่า สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ โดยข้อมูลช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ขยายตัวใกล้ศูนย์ สะท้อนว่าธนาคารยังระมัดระวังการปล่อยกู้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามและความเสี่ยงด้าน Supply Disruption ที่อาจยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังคงให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ตามนโยบายของรัฐบาลและธปท.

ด้านนโยบายการเงิน การดำเนินนโยบายควรสอดคล้องกับที่มาของเงินเฟ้อ และไม่ควรตอบสนองต่อแรงกดดันด้านอุปทานที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว โดยประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ยังต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงครามและพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด

นายสุรัช ยังชี้ว่าไทยมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้เร็วกว่าหลายประเทศ โดยยกกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เงินเฟ้อไทยใช้เวลาราว 7 เดือนในการปรับลดกลับเข้าสู่กรอบ ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงนานกว่า ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ขณะที่การลดดอกเบี้ยก็อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังสูง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่ เงินเฟ้อคาดการณ์ การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และความเสี่ยงด้าน Supply Disruption ที่อาจกระทบต่อการผลิต การจ้างงาน และเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ดอกเบี้ย 1% ต่ำมากแล้ว ใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงิน

ดร.ดอนกล่าวปิดท้ายว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงินแล้ว แม้ยังพอมีพื้นที่ในการดูแลอุปสงค์ระยะสั้นของเศรษฐกิจได้บ้าง แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่สามารถพึ่งพานโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวได้ ต้องใช้นโยบายการคลัง

ดร.ดอนกล่าวว่า การลดดอกเบี้ยอาจช่วยให้ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ำและเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจได้บางส่วน แต่ด้วยระดับดอกเบี้ยที่ต่ำมากอยู่แล้ว โอกาสที่จะลดลงได้อีกมีจำกัด ดังนั้น การผลักดันเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยทั้งนโยบายการคลังและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “Scarring Effect” หรือผลกระทบระยะยาวต่อศักยภาพเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

“เรื่องของศักยภาพเศรษฐกิจ นโยบายการเงินไม่ได้มี อิทธิพลมากนัก แม้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของปี จะมีกรรมการบอกว่าปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ํา เพื่อช่วยให้เกิดการเอื้อต่อการ Transform เศรษฐกิจ ก็มีความเป็นไปได้ แต่ต้องบอกว่า 1% นี้ ต่ํามากแล้วคงไม่โอกาสที่จะต่ําไปมากกว่านี้มากนัก เพราะฉะนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแล้วให้เศรษฐกิจไทยไปได้ดี ในระยะต่อไป คงจะต้องอาศัยนโยบายการคลัง และการปฏิรูปโครงสร้างของเศรษฐกิจ” ดร.ดอนกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...