เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 53 เอกชนต้องลุกขึ้นเปลี่ยนเกม จากโรงงานสู่แบรนด์โลก
The Bangkok Insight
อัพเดต 14 พ.ค. เวลา 01.38 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 01.37 น. • The Bangkok Insightประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 53 เอกชนต้องลุกขึ้นเปลี่ยนเกม: จากโรงงานสู่แบรนด์โลก…ภารกิจใหม่ของภาคเอกชนไทย
หากรัฐบาลไทยคือผู้ออกแบบทิศทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชนไทยก็คือ ผู้เล่นตัวจริง ที่ต้องลงสนามและสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้วัดจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ถูกตัดสินจากความสามารถของบริษัทในประเทศว่าจะสามารถสร้างสินค้า บริการ และแบรนด์ที่แข่งขันได้ในเวทีโลกหรือไม่
ดังนั้น บทบาทของภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก ผู้ผลิตตามคำสั่ง ไปสู่ ผู้สร้างมูลค่าและกำหนดเกมในตลาด อย่างแท้จริง
เปลี่ยนจาก OEM สู่ ODM และ OBM อย่างจริงจัง
หนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของภาคเอกชนไทยคือ การอยู่ในตำแหน่งปลายห่วงโซ่มูลค่า แม้จะมีความสามารถในการผลิตสูง แต่กำไรส่วนใหญ่กลับไปอยู่ที่การออกแบบ เทคโนโลยี มาตรฐาน และแบรนด์ ภาคเอกชนจึงต้องเร่งขยับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การมีความสามารถในการออกแบบ (ODM)
และในที่สุดคือการสร้างแบรนด์ของตนเอง (OBM) ซึ่งเป็นจุดที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องของการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนในความรู้ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภคในระดับลึก
ลงทุนนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่แข่งขันด้วยราคาอย่างเดียว
ในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้อีกต่อไป ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเปลี่ยน mindset จาก cost competition ไปสู่ value competition โดยการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีการผลิต ดิจิทัล และนวัตกรรมสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของตนเอง บริษัทที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมได้ จะเป็นฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองในตลาดโลกมากกว่า
สร้างแบรนด์ไทยให้แข็งแรงในระดับสากล
การสร้างแบรนด์ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชนไทยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง ตั้งแต่การออกแบบสินค้า การกำหนด positioning การสร้างเรื่องราว (storytelling) ไปจนถึงการสื่อสารในตลาดต่างประเทศ
แบรนด์ที่แข็งแรงจะช่วยให้สินค้าไทยไม่ต้องแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และสามารถสร้างความแตกต่างในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
เชื่อมโยงกับ Global Value Chain อย่างมีบทบาทมากขึ้น
ภาคเอกชนไทยต้องไม่มองตัวเองเป็นเพียงผู้ผลิตในประเทศ แต่ต้องมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chain) และต้องพยายามขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม
ตัวอย่างเช่น จากผู้ผลิตชิ้นส่วน ไปสู่ผู้พัฒนาระบบ หรือจากผู้รับจ้างผลิต ไปสู่ผู้สร้างแบรนด์และควบคุมตลาดปลายทาง การเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่โลกอย่างลึกซึ้ง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีและขยายตลาดในระยะยาว
ยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการสู่ระดับสากล
มาตรฐานคือ ภาษากลางของการแข่งขัน ในตลาดโลก ภาคเอกชนไทยต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้า ความปลอดภัย ความยั่งยืน หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสังคม เพราะผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทที่สามารถยกระดับมาตรฐานได้ จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูงและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
พัฒนาองค์กรและบุคลากรให้พร้อมกับเศรษฐกิจใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากองค์กรยังใช้วิธีคิดแบบเดิม ภาคเอกชนต้องลงทุนในการพัฒนาทักษะของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการ รวมถึงต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวคือปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ
สร้างความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันแบบโดดเดี่ยว
ในอดีตธุรกิจอาจแข่งขันกันแบบต่างคนต่างทำ แต่ในยุคใหม่ ความร่วมมือกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ ภาคเอกชนควรสร้างความร่วมมือกับบริษัทอื่น สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาเทคโนโลยี และขยายตลาด ความร่วมมือในลักษณะ ecosystem จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วและแข็งแรงมากกว่าการเติบโตแบบโดดเดี่ยว
คิดระดับภูมิภาคและระดับโลก ไม่ใช่เพียงตลาดในประเทศ
ตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาว ภาคเอกชนไทยต้องตั้งเป้าหมายตั้งแต่ต้นว่าจะเป็นregional player หรือ global player โดยต้องเข้าใจตลาดต่างประเทศ สร้างเครือข่าย และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล บริษัทที่คิดไกลกว่าตลาดภายในประเทศ จะมีโอกาสเติบโตและสร้างมูลค่าได้มากกว่าในระยะยาว
บทบาทของภาคเอกชนในยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงการ ผลิตให้ได้มาก แต่คือการสร้างมูลค่าให้ได้สูง และขยับตำแหน่งของตนเองในห่วงโซ่โลก ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในท้ายที่สุด ประเทศจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าภาคเอกชนสามารถเปลี่ยนตัวเองจากผู้ตาม ไปสู่ผู้กำหนดเกมในเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่
บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 52 รัฐต้องคิดใหม่: กุญแจยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ตอนที่ 51 กุญแจปลดล็อกกับดักรายได้ปานกลางของไทย
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 50 จีนปี 2040 : ภาพอนาคตมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg