โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งัดสารพัดหั่นค่าครองชีพ! ‘กกพ.’ชงใช้878ล้านอุ้มFt

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 มีนาคม 2569 เวลา 4.03 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พณ.งัดมาตรการชะลอขึ้นค่าข้าวแกง หนุนข้าวสาร-น้ำมันพืช-น้ำตาลทราย พร้อมคิกออฟ 1 เม.ย. "ไทยช่วยไทย-ธงฟ้าราคาประหยัด" ลดค่าครองชีพประชาชน "กกพ." ชี้รัฐต้องหาเงิน 878 ล้านบาท อุ้มค่าไฟกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไม่เกิน 200-300 หน่วย ภาคเอกชนชงรัฐบาลใหม่ทำทันที 6 มาตรการเร่งด่วน ก่อนธุรกิจรากหญ้าเกินครึ่งเจ๊ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 มีนาคม เวลา 11.05 น. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน แถลงถึงสถานการณ์ต้นทุนพลังงานและความผันผวนว่า ในส่วนปัจจัยการผลิต กระทรวงพาณิชย์ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยดูแลผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างสมดุล มีมาตรการเชิงรุกลดค่าครองชีพให้ประชาชน ทั้งโครงการไทยช่วยไทย ได้รับความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายชั้นนำของประเทศ ในการนำสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพดีกว่า 1,000 รายการ จัดจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยมีการลดสูงสุดถึงร้อยละ 50 ซึ่งจะเริ่มคิกออฟในวันที่ 1 เม.ย.นี้

รวมทั้งมีโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ที่นำสินค้าอุปโภค-บริโภคคุณภาพดีมาลดราคา และเพิ่มจุดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษในทุกจังหวัดกว่า 500 จุดทั่วประเทศ และมีรถโมบายธงฟ้าเพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็นได้อย่างทั่วถึง และเตรียมมาตรการดูแลราคาข้าวแกง ด้วยการนำวัตถุดิบสินค้าจากต้นทาง ทั้งข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช และน้ำตาลทรายมาสนับสนุนร้านอาหาร ในกลุ่มร้านตามสั่ง ร้านข้าวแกง เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาไม่ให้สูงเกินสมควร

ในส่วนของปุ๋ย ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรใน จ.พระนครศรีอยุธยา จำหน่ายปุ๋ยในราคาสูง ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น โดยกรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทันที ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และตำรวจสอบสวนกลาง ผลการตรวจสอบพบว่ามีการขายปุ๋ยราคาสูง เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้ประกอบการมาชี้แจง และตรวจสอบเอกสารการซื้อการขาย พร้อมขยายการตรวจสอบไปยังร้านที่รับสินค้าก่อนหน้านี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกับตำรวจ ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีราคาขายไม่เป็นธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ 1569 หรือทาง LINE OFFICIAL

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีโครงการธงเขียวพลัส ต่อยอดจากโครงการเดิมที่ให้ส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท รวม 5 กระสอบต่อราย โดยปีนี้จะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้เกษตรกรที่มีบัตรดินดีของกรมพัฒนาที่ดิน ผ่านมาตรฐานจีไอพีของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนของกรมส่งเสริมการเกษตรจะได้สิทธิประโยชน์อีก 200 บาท และคูปองอีก 200 บาท สำหรับปุ๋ยอินทรีย์จะดำเนินการครอบคลุม 50 จังหวัด เริ่มที่จังหวัดกำแพงเพชร ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเม.ย. ก่อนกระจายไปจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ ตั้งเป้า 1 ล้านกระสอบ และยังได้ร่วมมือกับผู้จำหน่วยปุ๋ย 26 แห่ง จำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษหน้าโรงงาน ตั้งเป้า 10 ล้านกระสอบ

ด้านนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ได้จัดทำข้อมูลที่ถูกต้องประกอบแนวทางลดค่าไฟฟ้าเฉพาะครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 200-300 หน่วย/เดือน เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้ประชาชน ส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

โดยหากกรณีที่ค่าไฟงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 อยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.88 บาท/หน่วย ต้องอุดหนุน 7 สตางค์/หน่วย ต้องใช้เงินสนับสนุนประมาณ 878 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย/เดือน ใช้เงิน 333 ล้านบาท กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน ใช้เงิน 545 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้ต้องเป็นเงินจากภาครัฐ เนื่องจากเราไม่มีเงินเหลือแล้ว เพราะเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ที่เหลืออยู่ 9,471 ล้านบาท ต้องใช้ในการลดค่าไฟฟ้า งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 คิดเป็น 13.43 สตางค์/หน่วย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งได้กำหนดมาตรการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้า โดยเน้นพึ่งพาตัวเอง เร่งนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพิ่มขึ้นประมาณ 100-200 เมกะวัตต์ รับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ในกลุ่มพลังงานทดแทน ที่จะเปิดรับซื้อถึงเดือน ธ.ค.2569 และเร่งนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ให้มากขึ้น

ขณะที่ นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเตรียมเสนอชุดมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลชุดใหม่เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่ม SMEs และภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย 6 แนวทางหลัก

1.ผลักดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟสสอง” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดยให้สิทธิประชาชนที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิในรอบก่อนจำนวน 10 ล้านสิทธิ และขยายสิทธิเพิ่มเติมให้ผู้ที่เคยเข้าร่วมอีก 20 ล้านสิทธิ ภายใต้เงื่อนไขเดิม เพื่อเร่งหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจทันที 2.จัดทำมาตรการ “กินเที่ยวด้วยกัน” เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจากโรงแรมและร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 20,000 บาทในปีถัดไป และให้นิติบุคคลสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเดินทางและใช้จ่าย

3.เร่งออกสินเชื่อพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs วงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย คิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี และสามารถผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี 4.จัดทำมาตรการสินเชื่อซอฟต์โลนสำหรับ SMEs วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกัน 100% พร้อมกันนี้ให้มีสินเชื่อสำหรับกลุ่ม Micro SMEs วงเงินไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

5.เร่งดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้า โดยกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกที่หน่วยละ 3 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง และ 6.ลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างลงครึ่งหนึ่งไปจนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและแรงงาน ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการทั้งหมดให้พร้อม และนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาทันทีในวันเปิดประชุม เพื่อให้สามารถอนุมัติและเริ่มดำเนินการได้โดยเร็ว ก่อนที่ภาคธุรกิจรากหญ้าและ SMEs ขนาดเล็กจะล้มพังเกินครึ่งภายในปีนี้

วันเดียวกัน ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอให้รัฐบาลตรึงราคาค่าไฟงวดใหม่ โดยระบุว่า หากปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอีกจะยิ่งกระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป เกิดเป็น “ดับเบิลช็อก” กับปัญหาค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับทั้งน้ำมันและค่าไฟ ซึ่งราคาค่าไฟฟ้ายังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยได้มากกว่าน้ำมัน เช่น ค่า Claw Back 9,400 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้าหากมีการคืนหนี้ทุกอย่างจะอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย แต่ถ้าใช้ค่าClaw Back แล้วก็ค่อยๆ ทยอยจ่ายหนี้ค่าไฟจะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดที่ กกพ.เสนอ แต่หากมีการยืดการชำระหนี้ออกไปอีกแล้วก็ใช้ค่า Claw Back ราคาน่าจะอยู่ได้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

ที่ จ.ตราด นางวิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด และกรรมการหอการค้าไทย เจ้าของโรงแรมบ้านปูรีสอร์ท เปิดเผยว่า การสู้รบในตะวันออกกลางกินเวลา 1 เดือนแล้ว และสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาเหลืออีก 2-3 เดือนก็จะครบ 1 ปี สถานการณ์แบบนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดตราดไปไม่รอดแน่ วันนี้พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวเริ่มชะลอการเดินทาง เนื่องจากมองว่าการท่องเที่ยวเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย" โดยพบว่ายอดจองที่พักในช่วงต้นเดือนเม.ย. ลดลงถึง 20-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปัญหาราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ล่าสุดมีรายงานว่าโรงแรมแบรนด์ดังอย่าง "เซ็นทารา ชาน ทะเล" (ตั้งอยู่ที่ ต.แหลมกลัด อ.เมืองฯ ใกล้กับบ้านท่าเส้น ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบกับกัมพูชา ที่บ้านทมอดา) เตรียมปิดตัวลงในสิ้นเดือนเม.ย.นี้ และมีอีกหลายแห่งในอำเภอเกาะช้างจะปิดลงเช่นกัน

ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการทางการเงิน สั่งการธนาคารปล่อยกู้ SME โดยใช้เกณฑ์พิเศษเหมือนช่วงโควิด รวมทั้งขอเสนอให้ท้องถิ่นจัดระบบขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ลดการนำรถส่วนตัวลงเกาะเพื่อประหยัดน้ำมัน และทำโปรโมชันกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น นำใบเสร็จค่าน้ำมันมาแลก Voucher ส่วนลดร้านอาหาร นอกจากนี้เรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ตั้ง "War Room" ลงพื้นที่ระดับรากหญ้าเพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิต แทนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...