โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Finnomena Monthly Investment Outlook กลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2026: Buy in May, Earnings-Driven Market

Finnomena

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 07.48 น. • Finnomena Funds

สรุปกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2026 Buy in May, Earnings-Driven Market หุ้นวิ่งตามกำไร ไม่หวั่นไหวสงคราม

ทิศทางการลงทุนในเดือนพฤษภาคมถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานจากการเติบโตของผลประกอบการ (Earnings-driven) มากกว่าปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังคงรายงานกำไรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมาก สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจที่ยังไม่ถูกทำลายจากผลกระทบจากสงคราม

ขณะเดียวกันจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาคือการเข้ารับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ของ Kevin Warsh ซึ่งมีแนวคิดในการปฏิรูปนโยบายการเงิน (Regime Change) ที่อาจทำให้ท่าทีของ Fed กลับมา Dovish ได้อีกครั้งผ่านการพิจารณาเงินเฟ้อในมิติใหม่ ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ Bond Yield มีโอกาสปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบัน และช่วยปลดล็อกระดับ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มทรงตัวและส่งผลกระทบต่อตลาดในวงจำกัด

Finnomena Monthly Investment Outlook กลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2026

สรุปมุมมองรายสินทรัพย์

Finnomena Monthly Outlook May 2026: Buy in May, Earnings-Driven Market

หุ้นสหรัฐอเมริกา คงมุมมอง Slightly Positive

  • แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง รวมถึงตลาดแรงงาน ขณะที่แนวโน้ม Fed มีแนวโน้ม Dovish น้อยลง แต่มีโอกาสที่ท่าทีของ Fed จะกลับมา Dovish ได้อีกหลัง Kevin Warsh เข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed ซึ่งมีแนวคิดปฏิรูป Fed (Regime change)

  • ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านมีจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันแล้ว กระแส Nearshoring ยังคงเกิดขึ้น ช่วยหนุนต่อภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำ New high แล้ว แต่แนวโน้มผลประกอบการยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยังถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากงบที่ดีกว่าคาด ขณะที่ Valuation อยู่สมเหตุสมผล (ระดับค่าเฉลี่ย 10 ปี)

  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน KF-US-PLUS-Aหุ้นยุโรป คงมุมมอง Slightly Positive

  • เศรษฐกิจยุโรปได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้นพร้อมกับลดคาดการณ์ GDP Growth แต่แนวโน้มการเติบโตของกำไรตลาดหุ้นแข็งแกร่งขึ้นสวนทางทิศทางเศรษฐกิจ

  • ขณะที่ ECB มีแนวโน้ม Hawkish มากขึ้นจากเงินเฟ้อยุโรปที่สูงขึ้นประเด็นนี้จะหนุนหุ้นกลุ่ม Financials การซื้อหุ้นคืนในยุโรปยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วยหนุนต่อผลตอบแทนโดยรวม

  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน ES-EG-Aหุ้นญี่ปุ่น คงมุมมองSlightly Positive

  • แม้ P/E ของ TOPIX จะอยู่ที่ระดับ +1 S.D. แต่ประมาณการกำไรยังคงถูกปรับขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มการเงินซึ่งมีน้ำหนักราว 18% ของดัชนี และได้แรงหนุนจาก BoJ ที่ยังคงส่งสัญญาณ Hawkish จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้น

  • ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างจาก Shunto ที่ปรับขึ้นต่อเนื่องในระดับที่ไม่เคยเห็นมากว่า 20 ปี สินเชื่อธนาคารที่เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง Post-GFC และการเริ่มมี Positive Real Yield เป็นครั้งแรก

  • ด้าน Corporate Governance ยังคงเร่งตัวและเห็นผลเป็นรูปธรรม จำนวน Activist Investors เพิ่มขึ้น, M&A Deal ขยายตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่ TSE เริ่ม Reform ในปี 2023 ขณะที่จำนวน Delisting ยังเร่งตัวขึ้นในปีนี้ และ Share Buyback ยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนถูกกดดันให้ปรับปรุง Shareholder Return อย่างต่อเนื่อง

  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน ASP-NGFหุ้นจีน A-Shares คงมุมมอง Neutral และ H-Shares เป็น Slightly Positive

  • ตัวเลขเศรษฐกิจจีนออกมาดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ Industrial Enterprise Profit +15.8% YoY, CPI และ PPI พลิกกลับเป็นบวกพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี โดย CPI นำ PPI สะท้อนการฟื้นตัวที่ขับเคลื่อนจากอุปสงค์ EPS Growth ของดัชนี HSCEI จะเร่งตัวต่อเนื่องจาก 1Q26 ถึง 1Q27 ขณะที่ Cloud Revenue, Big Tech Capex (+8.9% YoY) และ Food Delivery Gross Profit Margin ฟื้นตัวต่อเนื่อง

  • แนะนำทยอยสะสม KFCHINA-T10PLUS-A (H-Share)หุ้นอินเดีย ปรับลดมุมมองเป็น Neutral จากSlightly Positive

  • แม้ว่า Credit Growth ของอินเดียจะฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ Loan to Deposit ratio ยังคงตึงตัวที่ 81.6% ส่งผลให้ EPS Revision ของกลุ่มธนาคารยังทรงตัว

  • RBI มีแนวโน้มที่จะหยุดลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจาก CPI FY27 ถูก Revise ขึ้นเป็น 4.6% ใกล้ขอบบนกรอบ 4% ±2% หากพลังงานยังสูงจะยิ่งจำกัด Room ลดดอกเบี้ยและกระทบ Credit Momentum

  • ด้าน PMI แม้อินเดียยังนำ EM แต่ YoY Growth Rate ล้าหลัง Korea, Thailand, Vietnam มาต่อเนื่อง 1 ปี ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2024

  • แนะนำคงสัดส่วนการลงทุนใน TISCOINA-A / B-BHARATAหุ้นเกาหลีใต้ คงมุมมอง Neutral

  • ปัจจัยพื้นฐานโดยรวมยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ EPS Revision และ Semiconductor Export 20 วันแรกของเดือนเมษายน พุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ +183% YoY อย่างไรก็ตาม Momentum ระยะสั้นเริ่มชะลอจาก DRAM Spot Price ที่ปรับลงต่อเนื่อง 2 เดือน โดยเฉพาะ Legacy DRAM ขณะที่ Supply เริ่มสะสมนำหน้า Demand — Production และ Inventory ขยายตัวเร็วกว่า Shipments

  • ด้าน Sentiment ตลาดเปลี่ยนจาก “Korea Discount” มาเป็น“Korea Premium” แล้ว และ Market EPS Expectation อยู่ในระดับสูง Growth Rate คาดว่าจะ Peak ในไตรมาสนี้

  • คงสัดส่วนกองทุน SCBKEQTG
    หุ้นไทย คงมุมมอง Slightly Positive

  • กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ซึ่งเป็นระดับที่รองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน และไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยหนุนเศรษฐกิจระยะสั้น

  • ทั้งนี้ สินเชื่อยังติดลบ และเงินเฟ้ออาจเร่งตัวหาก PPI ที่พุ่งขึ้นถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

  • ในด้านบวกการส่งออกยังโตสองหลักจากกลุ่ม Electronic ขณะที่ FDI ยังแข็งแกร่งโดยเฉพาะกลุ่ม Digital และ BoI Fast Pass จะช่วยปลดล็อกการลงทุนเอกชนต่อไป

  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน TISCOHD-A ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นปันผลสูงหุ้นเวียดนาม คงมุมมองเป็น Slightly Positive

  • เวียดนามเข้าสู่ช่วงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่มุ่งปลดล็อกการลงทุนและยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

  • ขณะที่ภาคธนาคารยังมีเสถียรภาพแม้สินเชื่อเติบโตสูง ด้านการส่งออกเริ่มชะลอตัวลงหลังจากเร่งตัวแรงในช่วงที่ผ่านมา และมีปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์เงินทุนไหลเข้าหลังการเข้าสู่ดัชนี FTSE EM

  • ด้านค่าเงินดอง ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือทิศทางดอกเบี้ยของ Fed หาก Fed สามารถลดดอกเบี้ยได้ จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินดอง เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยจะกว้างขึ้นทำให้การถือเงินดองน่าสนใจกว่า แต่หากราคาน้ำมันยังสูงจน Fed ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย ค่าเงินดองจะยังถูกกดดันต่อ

  • แนะนำกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A / KT-VIETNAM-A/ KKP VGF-UI*

*ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนสถานบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน

หุ้น Emerging Market คงมุมมอง Slightly Positive

  • ปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการลงทุนใน Emerging Market แม้มุมมองในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน โดยจีนถือเป็นตลาดที่มุมมองปรับดีขึ้นชัดเจนที่สุด ทั้ง H-Shares และ A-Shares ได้รับแรงหนุนจากสัญญาณ Reflation ที่ชัดเจนขึ้นหลัง CPI และ PPI กลับมาเป็นบวก

  • ขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ ในขณะที่อินเดียถูกปรับลดมุมมองเป็น Neutral จากแรงกดดันด้าน EPS Revision ของกลุ่มธนาคารที่ยังทรงตัว และ Fund Flow จากต่างชาติที่ยังคงเป็นลบต่อเนื่อง

  • สำหรับเกาหลีใต้คงมุมมอง Neutral จากราคา DRAM ที่เริ่มปรับตัวลง แต่ไต้หวันยังมีแนวโน้มเป็นบวกจากรายได้รายเดือนของ TSMC ที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง หนุนโดยอุปสงค์ชิป AI ที่ยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว

  • ปรับเปลี่ยนคำแนะนำทยอยสะสมจาก TEMxCH มาเป็น K-SEMQหุ้นเทคโนโลยี คงมุมมอง Slightly Positive

  • ภาพรวมดัชนีหุ้นเทคโนโลยีหลายตัว เช่น Nasdaq 100, MSCI ACWI Information Technology, Nasdaq Global AI & Big Data กลับมาอยู่ในระดับ All-Time High อีกครั้ง หลังจากที่เกิดการปรับฐานในช่วงเดือนมีนาคม

  • อย่างไรก็ดี ระดับ Valuation ของดัชนีกลุ่มดังกล่าวยังถือว่าไม่ได้แพง เนื่องจากมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่ม memory และ storage บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงประกาศงบออกมาเติบโตสูงกว่าคาด และมีการเน้นย้ำถึงการขยายตัวของการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับระดับ valuation ที่ยังไม่แพง จึงยังคงคำแนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่อไป

  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน TISCOAI / B-INNOTECHหุ้น Healthcare ปรับมุมมองเป็น Neutral จาก Slightly Negative

  • ยอดขาย GLP-1 ยังเติบโตแข็งแกร่ง และ Weighted Acquisition Cost ปรับตัวขึ้นเช่นกัน แม้นโยบาย drug pricing ของ Trump ทั้งดีล MFN pricing กับบริษัทยา 17 แห่งและแพลตฟอร์ม TrumpRx.gov จะกดดัน net realized price แต่กำไรไตรมาส 1/2026 สะท้อน fundamental ที่ยังดี โดยเฉพาะ Eli Lilly ที่รายได้โต 56% YoY และรายได้นอกสหรัฐฯ โต 81%

  • ขณะที่ตลาดอย่างยุโรป, จีน, บราซิล ยังอยู่ในช่วง early-stage launch ซึ่งอาจหนุนยอดขายในระยะถัดไป นอกจากนี้ M&A ในกลุ่ม Healthcare/Biotech ฟื้นตัวชัดเจน ทั้ง deal volume และ deal count ปรับขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2025 ด้าน Valuation ปรับลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งน่าสนใจมากขึ้น แม้ earnings อาจ flat ได้ในระยะสั้นจากแรงกดดันด้านราคา

  • แนะนำคงสัดส่วน KKP GHC-Aหุ้น Grid Infrastructure ปรับลดมุมมองเป็น Neutral จาก Positive

  • ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการใช้งาน AI และ Data Center ซึ่งจะส่งผลโดยตรงมายังความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า (Grid Infrastructure) ถึงแม้ระยะยาวจะยังมีภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง แต่ด้วยระดับราคาปัจจุบันที่ Valuation ขยับขึ้นมาอยู่ใกล้ +2 S.D. จึงไม่แนะนำให้ลงทุนเพิ่มในระดับราคาปัจจุบัน

  • แนะนำชะลอการลงทุนใน A-GRIDREITs ไทย คงมุมมอง Neutral

  • แม้ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1% ซึ่งช่วยหนุน Valuation ของกลุ่ม REIT แต่การลดดอกเบี้ยในรอบนี้มีลักษณะเป็น Defensive Cut มากกว่า ถึงแม้ Dividend Yield ของกลุ่ม SETPREIT จะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น และเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากสภาพคล่องการซื้อขายที่ฟื้นตัวขึ้น

  • แต่การฟื้นตัวของผลประกอบการที่กระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มเท่านั้น เช่น กลุ่ม Industrial ขณะที่กลุ่มอื่นยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินและอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ภาพรวม REIT ไทยยังขาดปัจจัยหนุนเชิงกว้าง แม้จะช่วยสร้างกระแสรายได้ แต่ยังไม่เหมาะสำหรับการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

  • แนะนำคงสัดส่วนกองทุน B-IR-FOFหุ้นโครงสร้างพื้นฐานโลก คงมุมมอง Slightly Positive

  • กลุ่ม Global Infrastructure มี Relative Valuation เทียบ MSCI ACWI ปรับดีขึ้นจาก -1.8 S.D. มาที่ -1.5 S.D. และ MSCI Core Infrastructure ซื้อขายที่ 18.9x Forward P/E แรงหนุนหลักของกองทุน Lazard มาจากนโยบาย ReArm Europe ที่เป็น Tailwind ต่อทั้ง Communication Infrastructure (SES), Electricity Transmission Operators และบริษัทอย่าง Vinci ผ่านการปลดล็อก Debt Brake ของเยอรมนี ด้าน European Regulated Utilities ซื้อขายที่ PE ต่ำสุดเทียบตลาดรวมในรอบ 20 ปี ขณะที่ Water CPI ที่เป็นบวกสนับสนุนบริษัทสาธารณูปโภคด้านน้ำ

  • แนะนำทยอยสะสม KKP GINFRAEQ-Hตราสารหนี้โลก ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Slightly Positiveจาก Neutral

  • Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 4.4% จากที่ตลาด Price-in เรื่อง Fed จะไม่ลดดอกเบี้ย และ Risk Sentiment ต่อตลาดการเงินที่ดีขึ้น คาดมีโอกาสที่ Bond Yield จะปรับตัวลดลง หลัง Kevin Warsh เข้าดำรงตำแหน่งแทน Powell ที่จะหมดวาระวันที่ 15 พฤษภาคม แม้เขาเคยเป็นสาย Hawkish ช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรม Fed ครั้งก่อน แต่ล่าสุดเขามีแนวคิดปฏิรูป Fed (Regime change) รวมถึงให้น้ำหนักในการพิจารณาเงินเฟ้อ Trimmed Mean Inflation มากกว่า Core PCE ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ Fed สามารถลดดอกเบี้ยได้

  • แนะนำคงสัดส่วน หรือเลือกลงทุนกองทุน Active Management เช่น K-GDBOND-A(A)ตราสารหนี้ไทย คงมุมมองเป็น Slightly Negative

  • การลดดอกเบี้ยของ กนง. น่าจะสิ้นสุดแล้ว โดย กนง. ระบุว่า 1% เป็นระดับที่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยง ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบกนง.ตั้งไว้ โดยจะกลับมาเป็นบวกผ่านราคากลุ่มขนส่งประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัดที่อาจดันราคาอาหารขึ้นอีก จากสถิติในอดีต เมื่อ กนง. ลดดอกเบี้ยจนสิ้นสุดรอบ Bond Yield มักปรับตัวขึ้นอีก

  • แนะนำลด Duration โดยออกจากกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว เช่น KFAFIX-A และเปลี่ยนมาพักเงินใน KKP MP หรือเพิ่มการป้องกันเงินเฟ้อผ่าน KTILF
    USDTHB ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Slightly Positive จาก Neutral

  • เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจากเงินเฟ้อไทยที่มีทิศทางที่สูงขึ้นหลังราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นการบริโภค นอกจากนี้ Current Account มีทิศทางที่แย่ลงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าการนำเข้าพลังงานสูงขึ้น พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะกระตุ้นให้ค่าเงินบาทอ่อน ขณะที่แนวโน้ม DXY มีทิศทางทรงตัว

  • แนะนำทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้สกุลดอลลาร์ BCAP-USLทองคำ คงมุมมองเป็น Slightly Positive

  • ระยะสั้นทองคำถูกกดดันจากแรงซื้อจาก ETF ที่ชะลอลงและ Bond Yield ที่สูงขึ้น แต่เราคาดว่ามีโอกาสที่ Bond Yield จะลดลงหลัง Kevin Warsh ดำรงตำแหน่งประธาน Fed และตลาดทราบความชัดเจนการปฏิรูป Fed ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังสูงจากแนวโน้มการกระจายพอร์ตเงินสำรองออกจากสกุลเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน แรงขายทองจากธนาคารตุรกีจบลงแล้วหลังตุรกีระบุว่าได้ทำ Swap เพื่อเสริมสภาพคล่องตลาดการเงินชั่วคราว และยืนยันว่าทองคำจะกลับคืนสู่คลังเมื่อครบกำหนดสัญญา

  • แนะนำทยอยสะสม K-GOLD-A(A) / A-RINGน้ำมัน คงมุมมอง Neutral

  • แนะนำ Hedging พอร์ตด้วยกองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ โดยแนวโน้มระยะยาวตลาดน้ำมันเผชิญกับความเสี่ยงขาลงจากหลายประเทศที่กำลังลดการพึ่งพาน้ำมันทำให้ดีมานด์ระยะยาวลดลง รวมถึง UAE ออกจากกลุ่ม OPEC เพื่อต้องการเพิ่มกำลังการผลิต

  • ไม่แนะนำกองทุนน้ำมัน แต่แนะนำ Hedging พอร์ตด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านกองทุน SCBCOMPดาวน์โหลดฟรี! “สไลด์มุมมองการลงทุนพฤษภาคม 2026”

จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...