ไขคำตอบ! โรงกลั่นไทยทำไมต้องอิงราคาดูไบ
(20 มี.ค. 69) จากกรณีข้อสงสัยเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีความแตกต่างกัน โดยล่าสุดราคา Dubai อยู่ที่ 166.80 USD/bbl ขณะที่ราคา Brent อยู่ที่ 108 USD/bbl นำมาสู่คำถามสำคัญว่า เหตุใดโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยจึงต้องใช้อ้างอิงราคาจากตลาด Dubai เป็นหลัก
ล่าสุด แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเปิดเผยกับข่าวเวิร์คพอยท์ 23 เพื่อไขข้อสงสัยในประเด็นนี้ โดยระบุว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทั้ง Brent และ Dubai แท้จริงแล้วคือ "ดัชนีราคากลาง" (Index) ไม่ใช่น้ำมันดิบจริงๆ ที่มีการส่งมอบกันเสมอไป
เปรียบเทียบชัดๆ : ซื้อน้ำมันเหมือนซื้อนาฬิกาในต่างประเทศ
แหล่งข่าวอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า การซื้อขายน้ำมันดิบเปรียบเสมือนการที่เราไป "ซื้อนาฬิกาที่ประเทศญี่ปุ่น" * ตัวสินค้า: คือ นาฬิกา (เปรียบได้กับน้ำมันดิบชื่อต่างๆ เช่น Murban)
• สกุลเงินที่ใช้: ร้านค้าในญี่ปุ่นย่อมใช้เงิน เยน เป็นหลัก (เปรียบได้กับดัชนี Dubai)
หากเราต้องการซื้อนาฬิกาเรือนนั้น แต่ในตัวมีเพียงเงินบาท เราก็ต้องนำเงินบาทไปแลกเป็นดอลลาร์ แล้วจึงนำดอลลาร์ไปแลกเป็นเยนเพื่อจ่ายค่านาฬิกา หรือหากร้านค้ายอมรับเงินดอลลาร์ เขาก็จะคำนวณราคาโดยอ้างอิงส่วนต่างระหว่างค่าเงินเยนและดอลลาร์ ณ วันนั้นๆ
กลไกการตั้งราคา Index ในตลาดโลก
ในกรณีของน้ำมันดิบ เช่น น้ำมันดิบชื่อ Murban หากผู้ขายกำหนดราคาขายโดยอิงดัชนี Dubai (สมมติว่าเป็นราคา Dubai + 10 USD/bbl) แต่ฝั่งผู้ซื้อต้องการอ้างอิงราคาด้วยดัชนี Brent ก็สามารถทำได้ 2 วิธีคือ
1. ไปแลกเปลี่ยนในตลาดอนุพันธ์เอง
2. ให้ผู้ขายคำนวณราคาเป็น Brent ให้ แต่ราคาจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามส่วนต่างของดัชนีในขณะนั้น (เช่น อาจกลายเป็นราคา Brent + 60 USD/bbl หากส่วนต่างระหว่าง Brent และ Dubai ในวันนั้นห่างกันอยู่ที่ 50 USD/bbl)
สรุปใจความสำคัญ : น้ำมันดิบที่โรงกลั่นซื้อจริงอาจมีชื่อเรียกเฉพาะตัว (เช่น Murban) แต่การ "แปะป้ายราคา" เพื่อซื้อขายกันในภูมิภาคแถบเอเชีย นิยมใช้ดัชนี Dubai เป็นมาตรวัดหลักเนื่องจากเป็นตลาดที่ใกล้เคียงกับแหล่งที่มาและการขนส่งในภูมิภาคนี้มากที่สุดนั่นเอง