สกอตแลนด์ ตั้งหน่วยงาน AI Scotland ดันเศรษฐกิจโต 23,000 ล้านปอนด์ต่อปี
สกอตแลนด์ ตั้งหน่วยงานด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งใหม่ เพื่อเร่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลก โดยประเมินว่า AI อาจช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้ถึง 23,000 ล้านปอนด์ต่อปีภายในปี 2035
21 มี.ค. 2569-สำนักข่าว BBC เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการที่ประเทศสกอตแลนด์ ตั้งหน่วยงานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แห่งใหม่ที่ชื่อว่า AI Scotland โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเทคโนโลยี AI โดยรัฐบาลสกอตแลนด์คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และระบุว่า AI อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้ถึง 23,000 ล้านปอนด์ต่อปีภายในปี 2035
โดยก่อนหน้านี้สกอตแลนด์ ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีบล็อกเชน ถึงขั้นที่เคยผลักดันให้โรงกษาปณ์หลวงผลิตโทเคนดิจิทัลแบบ NFT มาแล้ว และมาถึงตอนนี้สกอตแลนด์ก็โฟกัสไปที่เทคโนโลยี AI เพราะมองว่ามีโอกาสที่แตกต่างจากบล็อกเชน
บทความของ BBC ตั้งคำถามว่า เทคโนโลยี AI จะส่งผลต่อบริการสาธารณะและเศรษฐกิจของสกอตแลนด์ในอนาคตอย่างไร? และรัฐมนตรีจะบริหารจัดการความเสี่ยงและข้อถกเถียงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างไร
ปัจจุบัน ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับ AI หลายครั้งต่อวัน ตั้งแต่สรุปข้อมูลบนหน้าผลการค้นหา ฟังก์ชันแก้คำอัตโนมัติบนสมาร์ตโฟน ซอฟต์แวร์แต่งภาพ ไปจนถึงเครื่องมือถอดเสียงข้อความเสียง อิทธิพลของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในที่ทำงาน อัลกอริทึมยังมีบทบาทในการกำหนดสิ่งที่ผู้คนรับชมทางโทรทัศน์ จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว และแม้กระทั่งการเลือกคู่เดต
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็เริ่มให้ความสำคัญกับ AI มากขึ้น โดยมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยพยุงบริการสาธารณะที่เผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนและลดต้นทุน นั่นจึงทำให้รัฐบาลสกอตแลนด์จัดตั้งหน่วยงาน AI Scotland ในฐานะ “โครงการเรือธงระดับชาติ” เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และส่งเสริมการเติบโตของบริษัทท้องถิ่น
โดยในยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปีระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัท AI ชั้นนำจำนวนหนึ่งตั้งอยู่ในสกอตแลนด์แล้ว ขณะที่อีกหลายแห่งกำลังย้ายเข้ามาลงทุน เช่น บริษัท Wordsmith AI ที่กำลังต่อยอดสถานะของเมืองเอดินบะระในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมกฎหมาย ด้วยการพัฒนาเครื่องมือช่วยร่างและตรวจสอบสัญญา โดยมีมูลค่าประเมินแตะ 100,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 18 เดือนหลังเปิดตัว
บริษัทด้านข้อมูลอย่าง CoreWeave และ DataVita เป็นพันธมิตรหลักในโครงการสร้างศูนย์ประมวลผล AI มูลค่า 2,500 ล้านปอนด์ในเขต Lanarkshire ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตการเติบโตที่ CoreWeave ระบุว่าจะเป็นหนึ่งในศูนย์ AI ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก
อีกบริษัทหนึ่งอย่าง AI Pathfinder กำลังสนับสนุนการพัฒนาอุทยานอุตสาหกรรมในเมือง Irvine ทางตอนเหนือของ Ayrshire โดยคาดว่าจะดึงดูดเงินลงทุนได้ถึง 15,000 ล้านปอนด์
ขณะที่ในด้านงานวิจัย สกอตแลนด์ก็มีบทบาทสำคัญในเรื่อง AI เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น University of Edinburgh เป็นที่ตั้งของ ARCHER2 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร ขณะที่ National Robotarium ของ Heriot-Watt University เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมนอกชายฝั่ง โดยสามารถสร้างบริษัทใหม่ได้ 14 แห่งในช่วงไม่กี่ปีแรก
ด้านภาคสาธารณสุขของสกอตแลนด์ ก็ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เห็นการนำ AI มาใช้อย่างโดดเด่น
งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า AI สามารถเพิ่มอัตราการตรวจพบมะเร็ง พร้อมทั้งเร่งกระบวนการวินิจฉัยและลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ การศึกษานี้นำโดย University of Aberdeen และ NHS Grampian โดยมุ่งเน้นกระบวนการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
บทความของ BBC ระบุข้อมูลว่า ในสหราชอาณาจักร ผู้หญิงอายุระหว่าง 50–70 ปีจะได้รับเชิญให้เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 3 ปี โดยมีการตรวจมากถึง 2 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งโดยปกติแล้ว ภาพแมมโมแกรมแต่ละภาพต้องได้รับการวิเคราะห์โดยรังสีแพทย์ 2 คน และผู้ป่วยจะถูกเรียกตรวจซ้ำหากมีความไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังมีมะเร็งประมาณ 20% ที่ไม่ถูกตรวจพบ
งานวิจัยหลายชิ้นได้ใช้ความสามารถของ AI ในด้านการจดจำภาพ เพื่อช่วยวิเคราะห์ภาพสแกน และตรวจจับจุดผิดปกติขนาดเล็กที่อาจถูกมองข้าม การศึกษานี้พบว่า การใช้ซอฟต์แวร์ชื่อ Mia แทนรังสีแพทย์คนที่สอง สามารถเพิ่มอัตราการตรวจพบได้ 10.4% ลดเวลารอผลจาก 14 วันเหลือเพียง 3 วัน และลดภาระงานของแพทย์ได้มากกว่า 30% โดยยังคงให้รังสีแพทย์เป็นผู้ตรวจสอบผลในขั้นสุดท้าย เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัย พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพจากการใช้เทคโนโลยี
อีกหนึ่งโครงการของ University of Edinburgh กำลังพัฒนาเครื่องมือ AI สำหรับร้านแว่นตา เพื่อช่วยตรวจหาสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม จากการวิเคราะห์ภาพจอประสาทตา นอกเหนือจากภาคสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ก็เริ่มนำ AI มาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารและการตัดสินใจ
รัฐบาลสกอตแลนด์ยังมีโครงการสนับสนุน “CivTech” สำหรับบริษัทนวัตกรรม โดยรอบการระดมทุนเมื่อปีที่ผ่านมาเน้นไปที่ AI โดยเฉพาะด้วย โดยโครงการเหล่านี้รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือช่วยครูด้านงานเอกสาร ระบบแผนที่อัตโนมัติที่ใช้โดรนติดตามประชากรนกพัฟฟิน และซอฟต์แวร์ตรวจจับสารพิษที่อาจก่อมะเร็งในนักผจญเพลิง
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้มีแต่ด้านบวกเพียงอย่างเดียว ยังมีข้อกังวลด้านจริยธรรมเกี่ยวกับการฝึกและการใช้งานโมเดล เช่น กรณีความไม่พอใจต่อแชตบอต Grok ที่ถูกนำไปใช้ลบเสื้อผ้าออกจากภาพผู้หญิงโดยไม่ได้รับความยินยอม นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่ออนาคตของงานและอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งอาจเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
รัฐบาลสกอตแลนด์ตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้ โดยในเอกสารยุทธศาสตร์มีการเน้นคำว่า “ความรับผิดชอบ” และ “จริยธรรม” อย่างต่อเนื่อง
โดยรัฐบาลสกอตแลนด์ ระบุว่า กำลังทำงานร่วมกับสหภาพแรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะสร้างงานใหม่แทนที่จะทำให้เกิดการสูญเสียงาน พร้อมเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการ Future Jobs Panel เพื่อประเมินผลกระทบต่อแรงงานและวางแผนทักษะในอนาคต นอกจากนี้ ยังย้ำว่าการจัดตั้งหน่วยงาน AI Scotland มีเป้าหมายเพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบจาก AI ด้วย
บทความของ BBC ยังชี้ไปที่ประเด็นสำคัญอย่างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการประมวลผลข้อมูล AI ใช้พลังงานและน้ำในปริมาณมหาศาล โดยแผนสร้างศูนย์ข้อมูลในเอดินบะระเพิ่งถูกสภาเมืองปฏิเสธจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และมีการสนับสนุนให้ชะลอโครงการลักษณะเดียวกัน จนกว่าจะมีนิยามที่ชัดเจนของการเป็นศูนย์ข้อมูลสีเขียว
อย่างไรก็ตาม สกอตแลนด์มีศักยภาพในการรับมือ เนื่องจากมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก โดยในปี 2024 เพียงปีเดียว สกอตแลนด์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ 38.4 เทราวัตต์ชั่วโมง และยังมีโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ทั้งบนบกและนอกชายฝั่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 26.4 กิกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่กำลังก่อสร้างบริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ
แม้โครงข่ายไฟฟ้าจะเผชิญความท้าทายในการส่งพลังงานจากพื้นที่ห่างไกลไปยังศูนย์กลางประชากร แต่ก็มีแนวคิดนำพลังงานนี้ไปใช้กับศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้นำความร้อนที่เกิดจากศูนย์ประมวลผลขนาดใหญ่ไปใช้ในระบบทำความร้อนของชุมชนอีกด้วย
แม้บางแนวคิดยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่สกอตแลนด์เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจและสังคม และสกอตแลนด์ต้องการเป็นผู้มีบทบาทเชิงรุกในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพนี้ แทนที่จะเป็นเพียงผู้ตามกระแสของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
อ้างอิง: www.bbc.com