INVX ประเมินวิกฤต LNG โลก หลังกาตาร์ถูกโจมตี ฉุดอุปทานหาย 17% ดันราคาก๊าซพุ่ง
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองเหตุโจมตีแหล่งผลิต LNG ขนาดใหญ่ในกาตาร์ สั่นคลอนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ฉุดอุปทานหายทันที 17% หนุนราคาก๊าซพุ่งต่อเนื่องแตะ 30 ดอลลาร์/mmBtu เตือนผลกระทบโรงไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยเสี่ยงเผชิญต้นทุนพุ่งและขาดแคลนวัตถุดิบ
20 มีนาคม 2569 บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผย มุมมองต่อตลาดพลังงานโลกว่า ปัจจุบันเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ในปี 2569 หลังเกิดเหตุโจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หลักของโลกที่ Ras Laffan ประเทศกาตาร์ ส่งผลให้กำลังการผลิต LNG หายไปในทันทีราว 17% ของอุปทานโลก และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาซ่อมแซมนานถึง 3–5 ปี
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กาตาร์ประกาศภาวะสุดวิสัย (Force Majeure) ในการส่งมอบ LNG ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดความไม่แน่นอน ยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในยุโรป (TTF) และเอเชีย (JKM) โดยราคาก๊าซในเอเชียมีแนวโน้มปรับขึ้นแตะระดับ 30 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (mmBtu) จากแรงซื้อที่เร่งตัวท่ามกลางอุปทานที่ลดลง
ประเทศผู้นำเข้า LNG ในเอเชีย เช่น อินเดีย ปากีสถาน และไทย จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
นักวิเคราะห์จาก InnovestX ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดพลังงาน และเปิดโอกาสการลงทุนในหลายกลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มผู้ส่งออก LNG (LNG Exporters / Integrated LNG)
เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากราคาก๊าซที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสัญญาระยะยาว (Long-term contracts) ซึ่งสร้างรายได้มั่นคง พร้อมโอกาสเพิ่มกำไรจากการขยายกำลังการผลิต (Expansion)
นอกจากนี้ โครงสร้างต้นทุนแบบคงที่ (Fixed cost) ทำให้เมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น จะช่วยหนุนอัตรากำไรผ่าน Operating Leverage อย่างมีนัยสำคัญ หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ Cheniere Energy (LNG), TotalEnergies (TTE), Woodside Energy (WDS) และ Sempra (SRE)
2. กลุ่มสำรวจและผลิต (Upstream E&P)
ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาขายที่อิงตลาดโลก เช่น Henry Hub จะหนุนให้รายได้และกำไรเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้มีความผันผวนสูง และยังมีความเสี่ยงจากนโยบายรัฐและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ EQT Corporation (EQT), Coterra Energy (CTRA), Equinor (EQNR) และ Santos (STO)
3. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Midstream & Storage)
ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากปริมาณการขนส่งและจัดเก็บก๊าซที่เพิ่มขึ้น โดยมีรายได้หลักจากค่าธรรมเนียม (Fee-based income) ซึ่งมีความเสถียรสูง และมักจ่ายเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ หุ้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Kinder Morgan (KMI), Enbridge (ENB) และ Williams Companies (WMB)
สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่
1. กลุ่มโรงไฟฟ้าไทย (SPP)
การที่ราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้า LNG สูงถึง 30–35% ส่งผลให้ Margin ของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าที่ขายไฟให้ภาคอุตสาหกรรมลดลง หุ้นที่มีความเสี่ยง ได้แก่ GPSC, BGRIM
2. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์
การหยุดชะงักของการผลิต LNG ยังส่งผลต่อก๊าซฮีเลียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิตชิป โดยเฉพาะในระบบทำความเย็น (Cooling) ของ Data Center และ AI Infrastructure โดย DELTA อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอการลงทุน Data Center และ HANA อาจได้รับผลกระทบในขั้นตอนทดสอบ (Testing) ของ IC แต่ยังมีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการสินค้า AI ในระยะยาว
3. กลุ่มปิโตรเคมี
การลดลงของ Condensate ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญ อาจส่งผลให้โรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ต้องลดกำลังการผลิต หรือหยุดดำเนินงานชั่วคราวในบางส่วน