โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘อัครา’ โหมขุดทอง 1 แสนไร่ เร่ง CSR สร้างสัมพันธ์ชุมชนรอบเหมือง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 03.36 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 00.45 น.
เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ในจังหวะที่ราคาทองคำอยู่ในช่วงขาขึ้น แน่นอนว่า “อัครา” ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเหมืองทองคำรายเดียวของประเทศไทย จะได้รับอานิสงส์ในส่วนของรายได้ที่น่าจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาทอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องควักประเป๋าจ่าย “ค่าภาคหลวง” ในมูลค่าที่สูงเช่นกัน

“นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ” ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่รัฐและท้องถิ่นนับตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม 2566 จนถึงมีนาคม 2569 ตลอด 3 ปี ได้ชำระค่าภาคหลวงแร่และเงินบำรุงพิเศษ รวมแล้วประมาณ 3,200 ล้านบาท ส่งผลให้แร่ทองคำติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเภทแร่ที่สร้างรายได้สูงสุดให้แก่ประเทศ

เพิ่มงบฯช่วยชุมชน 1.2 ล้านบาท

ปี 2566 ขณะที่ราคาทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 2,166 บาท/กรัม เราจ่ายค่าภาคหลวงเฉลี่ยที่ 277 บาท/กรัม แต่ล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 เมื่อราคาทองคำดีดตัวสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 4,896 บาท/กรัม ค่าภาคหลวงที่เราต้องนำส่งเพิ่มขึ้นสูงถึง 814 บาท/กรัม หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างภาษีแบบก้าวหน้าช่วยให้ประเทศได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นในช่วงภาวะราคาทองคำขาขึ้น โดยเม็ดเงินเหล่านี้กว่า 50% ได้ถูกจัดสรรสู่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในพื้นที่โดยตรง เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนรอบเหมือง

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ ตามที่ภาครัฐกำหนดอีก 21% ของค่าภาคหลวงแร่ รวมแล้วกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งมีหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน รวมแล้วเราจ่ายค่าภาคหลวงและเงินบำรุงพิเศษไปถึง 3,194,613,098 บาท

กองทุนที่เราต้องดูแลหลัก ๆ และมีความสำคัญกับชุมชนคือ กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ ซึ่งเป็นไปตามกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม

ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 กองทุนได้อนุมัติโครงการพัฒนาชุมชนจำนวน 42 โครงการ เป็นงบประมาณ 17 ล้านบาท จากงบประมาณที่เราสนับสนุนเข้ากองทุนตลอดทั้งปีจำนวน 77 ล้านบาท ตั้งแต่เรากลับมาดำเนินการในปี 2566 จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 เราได้นำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ รวมแล้ว 181 ล้านบาท

ล่าสุดที่ประชุมกองทุนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้เพิ่มการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาชุมชน โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนให้แต่ละหมู่บ้านเพิ่มขึ้น 150% ต่อปี เป็นหมู่บ้านละ 1.2 ล้านบาท พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่แห่งละ 500,000 บาทต่อปี และสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบล 6 แห่ง แห่งละ 5 ล้านบาทต่อปี

ขอรัฐหนุนเทคโนโลยีขุดเหมือง

เราอยากเห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ เพราะมันคือกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจบนพื้นฐานทรัพยากรในประเทศที่ปฏิบัติได้จริง เรารู้ดีว่าอุปสรรคสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันคือกฎระเบียบที่สลับซับซ้อน และความล้าสมัยของกฎหมายหลายฉบับที่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน จนกลายเป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน ขณะที่ตัวเราเองทุกวันนี้บทบาทของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในฐานะ “อุตสาหกรรมต้นน้ำ”

เราไม่ใช่แค่สร้างรายได้ให้กับตัวเราเอง แต่เรายังจ้างงานคนในพื้นที่ กระจายรายได้ลงไปที่ท้องถิ่น เราสร้างระบบเศรษฐกิจผ่านทางชุมชน ทั้งเกิดร้านค้า เกิดโรงแรม เรามีสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน มันส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังภาคสินค้าและบริการอื่น ๆ อีกกว่า 3-4 ระลอก เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาปากท้องให้แก่ประชาชนแบบยั่งยืน ดังนั้น ขอให้อะไรที่เป็นอุปสรรค รัฐก็ต้องช่วยแก้ ช่วยปรับ และสนับสนุนไปพร้อมกัน

ตอนช่วงที่โลกตื่นตัวเรื่อง “แร่หายาก” หรือ Rare Earth ในฐานะที่ผมเป็นนักธรณีวิทยา ผมอยากให้รัฐบาลมองเรื่องนี้ว่ามันสำคัญเช่นกัน เพราะในประเทศไทยถือเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงและจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการพบแร่กลุ่มนี้ตามแนวเทือกเขาภาคตะวันตกที่มักเกิดร่วมกับแร่ดีบุกและวุลแฟรมในลักษณะที่เรียกว่าเพื่อนแร่

ซึ่งการสำรวจไม่ใช่เพียงการค้นหาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่มันคือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง ปัจจุบันเรายังขาดข้อมูลการสำรวจอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น การที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ผลักดันให้เกิดความร่วมมือเพื่อรวบรวมข้อมูลทรัพยากรยุทธศาสตร์เหล่านี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่แม่นยำ และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นเจ้าขององค์ความรู้ในการบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเองได้

สำรวจพื้นที่ศักยภาพ 1 แสนไร่

สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เรายังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุมัติล่าสุด โดยเป็นการดำเนินงานในพื้นที่เดิม แต่ขยายขนาดบ่อเหมืองและเพิ่มระดับความลึก เพื่อใช้ทรัพยากรให้เต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการสำรวจเพิ่มเติมในพื้นที่ศักยภาพใหม่ที่เพิ่งค้นพบ ก็คือพื้นที่ที่เราได้อาชญาบัตรประมาณ 400,000 ไร่ก่อนหน้านี้ แล้วเราคืนพื้นที่ไปจนเหลือประมาณ 100,000 ไร่ เราก็สำรวจเพิ่มเติมในบริเวณนี้

ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาสำรวจและประเมินผลอีก 3-5 ปี เพื่อยืนยันปริมาณแร่ในเชิงพาณิชย์ การผลิตปีงบประมาณ 2569 จึงคาดการณ์ว่าแร่ทองจะไปแตะที่ 85,000-95,000 ออนซ์ จากผลการผลิตปีงบประมาณ 2568 (กรกฎาคม 2567-มิถุนายน 2568) เราเห็นการผลิตแร่ทองได้ประมาณ 75,000 ออนซ์ และแร่เงิน 625,000 ออนซ์

ขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมงานด้านชุมชนสัมพันธ์ จากที่เราทุ่มเทอย่างขะมักเขม้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้พี่น้องในชุมชนรอบพื้นที่เหมืองมีความเข้าใจและเชื่อมั่นในมาตรฐานการดำเนินงานของเรามากขึ้น เพื่อเป็นการขอบคุณ ภายในปลายปี 2569 นี้ เราเตรียมเปิดตัวสวนสุขภาพและลานกิจกรรมชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นพื้นที่สาธารณะครบวงจร ซึ่งจะมีทั้งสนามฟุตบอล สนามแบดมินตัน สนามเปตอง สนามเด็กเล่น และลู่จ็อกกิ้ง เพื่อให้พนักงานและประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ในส่วนของงานกิจกรรมอื่น ๆ เรายังเตรียมจัดประกวดดนตรีเยาวชนรอบพื้นที่เหมือง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ด้วยกัน ก่อนกลับมาเปิดดำเนินการเมื่อเดือนมีนาคม 2566 เราได้ทุ่มงบฯกว่า 3,250 ล้านบาท ในการยกเครื่องซ่อมบำรุงโรงประกอบโลหกรรมและอุปกรณ์เหมืองแร่ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการกลับมาเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ และได้มีการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรทำเหมืองแร่อีกกว่า 1,560 ล้านบาท

อุทธรณ์คดีกระทบสิ่งแวดล้อม

จากกรณีที่ศาลแพ่งได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้องอัครา โดยกล่าวอ้างว่าการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนนั้น จนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลได้มีคำพิพากษาให้เราชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เราเห็นว่ามีความขัดกันกับผลของคำพิพากษาอย่างมีนัยสำคัญ จึงยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานของบริษัทอย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

คดีนี้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเกือบสิบปี นับตั้งแต่ปี 2559 ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินกิจการ อัคราได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดำเนินงานตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มาโดยตลอด ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและบริหารจัดการบ่อกักเก็บหางแร่ตามมาตรฐานสากล การควบคุมและบำบัดสารที่ใช้ในกระบวนการผลิต

การตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ และอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน และยังได้รับการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ เหมืองแร่ทองคำชาตรีถือเป็นหนึ่งในเหมืองที่ได้รับการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุด

เรายังร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบเหมือง โดยมีการตรวจสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเป็นประจำทุกปี และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานสาธารณสุขในระดับต่าง ๆ เพื่อใช้ติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพของชุมชน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสงสัยว่า การประกอบการได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแต่อย่างใด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อัครา’ โหมขุดทอง 1 แสนไร่ เร่ง CSR สร้างสัมพันธ์ชุมชนรอบเหมือง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...