โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ADB เดินหน้าหนุนไทย เร่งทรานส์ฟอร์มสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วย Sustainability-linked Finance

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 25 เม.ย. เวลา 10.34 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 17.32 น.
แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เดินหน้าขยายบทบาทในประเทศไทย โดยชูไทยเป็นหนึ่งในฐานลงทุนสำคัญของภูมิภาค ล่าสุดขึ้นเป็นพอร์ตการลงทุนภาคเอกชนใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากอินเดีย

วันที่ 21 เมษายน 2569 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank:ADB) ประจำประเทศไทย จัดบรรยายสรุปแก่สื่อมวลชน โดย แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย สุวิดา กิ่งเมืองเก่า หัวหน้าทีมปฏิบัติงานโครงการ ประจำประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลการดำเนินงานในประเทศไทย รวมไปถึงการสนับสนุนวาระการพัฒนาของรัฐบาล และรูปแบบการเป็นพันธมิตรกับประเทศในภาพรวม

แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า การดำเนินงานในไทยของ ADB ยึด 2 เสาหลัก ได้แก่

  • การช่วยประเทศไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเชื่อมโยง (Competitiveness and Connectivity) ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล, ด้านเกษตรกรรม, การพัฒนา SME, ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงในภูมิภาค
  • การเสริมความยืดหยุ่นและความยั่งยืน (resilience & sustainability) ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤตเศรษฐกิจ ADB จึงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) รวมถึงการจัดการความเสี่ยงและภูมิอากาศ และบริการสาธารณะระดับภูมิภาค เช่น ระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม

ส่วนวิธีการส่งมอบความช่วยเหลือมีหลากหลายรูปแบบ สำหรับประเทศไทยที่เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (Upper-middle-income country) และมีระบบเศรษฐกิจตลาดที่ก้าวหน้า กลไกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ ADB คือผ่าน ภาคเอกชน

โครงการส่วนใหญ่ของ ADB ในปัจจุบันเป็นการร่วมมือกับบริษัทเอกชน จนทำให้ปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอการลงทุนในภาคเอกชนของ ADB ในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียและแปซิฟิก เป็นรองเพียงแค่ประเทศอินเดียเท่านั้น ส่งผลให้ แซงหน้าหลายประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าในภูมิภาคไปแล้ว

โดยมีการลงทุนใหม่จาก ADB และการร่วมทุน (co-financing) กับธนาคารอื่นๆ ประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์ และ 1.7 พันล้านดอลลาร์ตามลำดับ รวมเป็นเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“สิ่งสำคัญคือ ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนา (Development Bank) ‘การพัฒนา’ ต้องมาก่อนเสมอ เราไม่ใช่แค่ธนาคารทั่วไป การที่ ADB จะสนับสนุนโครงการใด โครงการนั้นจะต้องสร้างประโยชน์ด้านการพัฒนาที่ชัดเจนให้กับประเทศไทย ซึ่งมักจะเป็นอุตสาหกรรมหรือตลาดที่บริษัทต่างๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารปกติได้ยาก ทำให้เราสามารถสนับสนุนโครงการที่เป็น ‘ครั้งแรก’ ในไทยได้หลายโครงการ ล่าสุดเราได้ลงทุนใน ศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green Data Centres) แห่งแรกๆ ของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างมาก” แอรอนกล่าว

นอกจากนี้ ADB ยังสนับสนุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) ขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย ซึ่งช่วยในการนำพลังงานแสงอาทิตย์เข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่า และยังลงทุนขนาดใหญ่ในพลังงานลมและการขนส่งมวลชนในเมือง เมื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นและมีการลงทุนครั้งแรก

ธนาคารทั่วไปมักจะหาแหล่งเงินทุนให้ยาก ADB จึงเข้ามาช่วยตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (due diligence) และร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการ จากการที่มีเงินทุนระยะยาวและมีความมุ่งมั่นที่สามารถผลักดันโครงการเหล่านี้ให้ก้าวหน้าและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้ไทยได้

“ในอนาคตเราหวังว่าจะขยายความช่วยเหลือไปยังภาคส่วนใหม่ๆ มากขึ้น ขณะนี้เรากำลังให้ความสำคัญอย่างมากกับการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับภาคเกษตร รวมถึงโครงการด้านการขนส่งและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” แอรอนกล่าวและว่า เมื่อปีที่แล้ว ADB ได้ลงทุนในโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-energy) ขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย ซึ่งสามารถเปลี่ยนขยะกว่า 800,000 ตัน ให้เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนนับเป็นโครงการแรกในภูมิภาคนี้

นอกจากการทำงานกับภาคเอกชนโดยตรงแล้ว งานส่วนสำคัญของ ADB คือการสนับสนุนสถาบันต่างๆ ในไทยในการออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนด้วยตัวเอง ประเภท หุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked bonds) ซึ่งมีทั้ง พันธบัตรสีเขียว (Green bonds) เพื่อระดมทุนไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ , สีน้ำเงิน (Blue bonds) เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนไปใช้ในโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือสีชมพู (Pink bonds หรือ Payment-In-Kind Bond) ตราสารหนี้ที่การจ่ายดอกเบี้ยในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิดการเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน

ประเทศไทยได้กลายเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในด้านการระดมทุนผ่านตราสารความยั่งยืน (sustainability-linked finance) โดย ADB สนับสนุนการออกพันธบัตรมากกว่า 20 รายการให้กับทั้งบริษัทไทย, รัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์

ADB เป็นพันธมิตรด้านการพัฒนาที่อยู่เคียงข้างเส้นทางการเติบโตของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกที่เก่าแก่ที่สุดของ ADB มาโดยตลอด

โดยให้ความสำคัญอยู่ใน 6 ด้านหลักซึ่งสอดคล้องกับลำดับความสำคัญด้านการลงทุนของรัฐบาล ได้แก่

  • ความยืดหยุ่นของเมือง (Urban resilience) เช่น การจัดการน้ำและน้ำท่วม (urban resilience) ในกรุงเทพฯ
  • การเร่งพัฒนาการสัญจรไฟฟ้า (e-mobility) ในเขตเมือง
  • สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ระบบสาธารณสุขที่ยืดหยุ่นและสังคมสูงวัย และการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม
  • การยกระดับขีดความสามารถเศรษฐกิจ
  • มาตรการสนับสนุนเงินทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

“ทั้งหมดคือหลักยึดในการทำงานของเรา เราพูดคุยกับรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอและพยายามสนับสนุนอย่างสุดความสามารถ ทั้งในรูปแบบเงินทุนโครงการ หรือการสนับสนุนด้านเทคนิคและองค์ความรู้ ซึ่งเราพยายามนำบทเรียนและแนวทางจากในระดับภูมิภาคมาแบ่งปันเพื่อประกอบการตัดสินใจของประเทศไทย โดยรูปแบบความช่วยเหลือไม่ได้จำกัดแค่เงินลงทุน แต่รวมถึง technical assistance และการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงนโยบาย” แอรอนกล่าว

ADB ระบุว่า ทิศทางต่อไปจะเน้นการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น green data center, agribusiness และเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) พร้อมผลักดันการระดมทุนผ่านตลาดทุนให้มากขึ้น

สุวิดา กิ่งเมืองเก่า หัวหน้าทีมปฏิบัติงานโครงการ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพอร์ตใน ภาคเอกชน (Private Sector) ของ ADB โดยปัจจุบันมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ในส่วนของพอร์ตงานที่ไม่ใช่ภาครัฐ (Non-sovereign) อีกทั้งพอร์ตการลงทุนในภาคเอกชนของ ADB ยังมีความหลากหลายครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างพลังงานและการขนส่ง ไปจนถึงธุรกิจภาคเกษตร ตลอดจนการสนับสนุนการค้าและซัพพลายเชนในระดับภูมิภาค (Trade Finance and Supply Chain)

นอกจากนี้ประเทศไทยเป็นเสมือน “สนามทดลองสำคัญ” สำหรับโครงการริเริ่มใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green Data Centre), ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Scale Battery) รวมถึงระบบขนส่งมวลชนในเขตเมือง (Mass Urban Transport)

อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ บทบาทของ ADB ใน ตลาดพันธบัตร (Bond Market) ของไทยที่มีความตื่นตัวอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยได้ทำงานร่วมกับทั้งหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), รัฐวิสาหกิจอย่างการเคหะแห่งชาติ ไปจนถึงภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ CPN REIT, Thai Union Group และ Central Plaza ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับรางวัลการันตีในระดับนานาชาติมากมาย

โดยล่าสุดกวาดไป 5 รางวัลจากงาน AAA Sustainable Finance Awards ที่สิงคโปร์ ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในภาคส่วนนี้

สุวิดา กิ่งเมืองเก่า หัวหน้าทีมปฏิบัติงานโครงการ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของ ADB ในประเทศไทยในปี 2569 และระยะต่อไป แอรอนกล่าวว่า การทำงานของ ADB สามารถแบ่งออกเป็นสองภาคส่วนหลัก ประกอบด้วย

ภาคเอกชน ADB มุ่งหวังที่จะสนับสนุน “การเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน” (Sustainability-linked Finance) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไทยถือเป็นผู้นำในภูมิภาคที่ช่วยขยายขอบเขตเรื่องนี้มาโดยตลอด จากเดิมที่มีการออก Green Bonds (พันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อม) และ Blue Bonds (พันธบัตรเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล) ปัจจุบันเห็นว่าประเทศไทยกำลังสำรวจโอกาสในเรื่อง Biodiversity-linked Bonds หรือพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและธรรมชาติ

อีกทั้ง ให้ความสำคัญอย่างมากกับการขยายตัวของ Green Data Centres ในไทย เพราะต้องการส่งเสริมการลงทุนที่ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewables) แทน ซึ่งถือเป็นคุณค่าเพิ่ม (Value Addition) ที่ ADB ตั้งใจส่งมอบ รวมไปถึงการหาโอกาสในการขยายขอบเขตความร่วมมือ เพื่อดึงดูดและส่งเสริมให้เม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนในประเทศไทยไหลเข้าสู่โครงการที่เป็นวาระเร่งด่วนของชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่สำคัญที่สุดของ ADB

สำหรับแนวทางการลงทุนในภาคเอกชน ยังคงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Industries) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการทำงานร่วมกับภาครัฐ ADB ทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายเชิงนโยบายที่สำคัญ

  • การจัดการน้ำและภาวะโลกร้อน เรื่อง น้ำท่วมและการสร้างความพร้อมรับมือ (Resilience) ถือเป็นภารกิจหลักในขณะนี้ โดย ADB มีการทำงานวิจัยและงานด้านความรู้ (Knowledge Work) มากมายเพื่อสนับสนุนความต้องการด้านการลงทุน รวมถึงการพิจารณาผลกระทบทางสังคมควบคู่กันไป
  • การลงทุนในทุนมนุษย์ วิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในด้านสาธารณสุขและการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะถูกกระจายไปยังประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...