โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ภัทรพงษ์ ชี้รัฐรับมือภัยพิบัติล้มเหลว ไม่ทำการบ้าน-ไร้แผนรับมือ PM2.5 เตือนระวัง ‘อากาศสะอาด’ ถูกแก้สาระสำคัญ

The Momentum

อัพเดต 22 เมษายน 2569 เวลา 23.06 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 รายการ b-holder LIVE ทาง The Momentum ชวน ตี๋-ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน มาร่วมพูดคุยขุดหาต้นตอของปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน รวมถึงวิเคราะห์การลงพื้นที่ของรัฐบาล ไปจนถึงความคืบหน้าของ ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดและเส้นทางการเมืองที่พรรคประชาชนต้องเผชิญต่อจากนี้

ภัทรพงษ์เริ่มกล่าวถึงเนื้อหาการประชุมและความคาดหวังต่อรัฐบาล ภายหลังที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน โดยระบุว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในการประชุมคือ การนำเสนอแนวทางแก้ไขให้มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยยกกรณีอ้างอิงถึงสมัยรัฐบาลอนุทิน 1

“เขาไม่ได้ทำการบ้านก่อนที่จะประชุม เพราะผมมองว่าถ้าเป็นผู้นำที่ดี เมื่อประชาชนเจอวิกฤตหนักขนาดนี้มาเป็นมากกว่า 1 เดือนแล้ว เขาต้องมาถึงห้องนั้น แล้วต้องพูดเลยว่าปัญหาตอนนี้มาจากความผิดพลาดของรัฐบาลเอง ที่ไม่ได้มีการอนุมัติงบกลางก่อนที่จะมีการยุบสภาฯ ทำให้เมื่อเจอเหตุการณ์วิกฤตไม่มีใครมีเงินเลย”

ภัทรพงษ์ยังแสดงความเห็นต่อปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอว่า รัฐบาลควรให้ความชัดเจนกับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเร่งด่วน เพื่อให้แก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ซึ่งหลังการประกาศเขตภัยพิบัติ หน่วยงานในพื้นที่ต้องสามารถใช้เงินทดรองราชการจากงบประมาณด้านภัยพิบัติได้ โดยไม่ควรต้องมากังวลต่อหลักเกณฑ์การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ถัดมาภัทรพงษ์ได้สะท้อนปัญหาเรื่องการรับมือต่อสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่ล้มเหลวของรัฐบาล โดยยกตัวอย่างกรณี ‘มุ้งสู้ฝุ่น’ ที่มีเกณฑ์รองรับอยู่แล้ว แต่ยังไม่เห็นการผลิตแจกจ่ายที่เพียงพอแก่ประชาชน ซึ่งเขาเสนอความเห็นว่า หากขาดแคลนด้านทรัพยากร ควรให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาเร่งจัดหาการนำเข้าพัสดุ หรือเข้ามาช่วยจัดการในการหาวัตถุดิบด้านการผลิต

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงประเด็นห้องปลอดฝุ่นครบวงจรที่มีต้นทุนการสร้าง 3,600 บาทต่อห้องว่า “ระดับรัฐบาลผมคาดหวังว่าจะได้เห็นการสร้างห้องปลอดฝุ่นอย่างน้อย 500-1,000 ห้อง สิ่งนี้ควรต้องเกิดขึ้นซึ่งเรายังไม่เห็นเลย”

โดยปัจจุบันมีเพียง 83 ห้อง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนสำหรับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ทั้งนี้ในส่วนของมุ้งสู้ฝุ่นทางด้านกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เร่งกระจายมุ้งสู้ฝุ่น รวมถึงสนับสนุนการจัดทำห้องปลอดฝุ่นในครัวเรือนสำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงแล้ว 2,523 ชุด และจะขยายผลการแจกจ่ายต่อไปในอีกหลายจังหวัด

นอกจากนี้ในประเด็นมลพิษข้ามแดน ภัทรพงษ์เห็นว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้จริงจังกับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ พร้อมเสนอให้ใช้กลไกการเจรจาและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดการไฟป่าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การสนับสนุนเทคโนโลยีตรวจจับความร้อนหรือทีมดับไฟป่า รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้งบประมาณช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดอากาศสะอาดร่วมกัน

สำหรับเรื่องการจัดการงบประมาณ ภัทรพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควบคู่ด้วย และมีอำนาจกำกับกลไกด้านงบประมาณ รวมถึงการบริหารภูมิภาค แต่ยังไม่ได้มีความสามารถมากพอในการบริหาร

ภัทรพงษ์มองว่า ปัญหาสำคัญคือ รัฐบาลขาดความตั้งใจ รวมถึงที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไม่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญ ส่งผลให้การจัดการภัยพิบัติมักถูกละเลยและขาดการบูรณาการ

“ถ้าโยงไปถึงต้นตอ คือเราไม่เคยมีรัฐมนตรีที่ถูก Assign ตามความเชี่ยวชาญและความถนัดของตัวเองในแต่ละกระทรวงเลย เรื่องภัยพิบัติเราจำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจมุมมองในเรื่องนี้อย่างชัดเจน และยิ่งเรามีรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเป็นนายกฯ ด้วย เรื่องภัยพิบัติควรที่จะถูกมองเป็นภาพรวมทุกกระทรวงแล้ว”

ภัทรพงษ์เสริมถึงเรื่องการจัดการดูแลพื้นที่ป่าเพื่อลดฮอตสปอตการเผา ซึ่งอธิบายว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนในชุมชนที่เป็นผู้รู้จักพื้นที่ดีที่สุด โดยมองว่ารัฐบาลควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่า และกำหนดกติกาการใช้ไฟอย่างชัดเจน เช่น การสร้างระบบขออนุญาตเผาในช่วงที่ค่าฝุ่นต่ำ และต้องมีการระบุพิกัดพื้นที่ เพื่อป้องกันการลุกลามและลดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน ภัทรพงษ์ได้สะท้อนเสียงของคนเชียงใหม่ว่า คนในพื้นที่ต้องเผชิญปัญหาฝุ่นที่ถูกละเลยมาเป็นเวลานาน และไม่เคยมีการเตรียมงบประมาณล่วงหน้าอย่างจริงจัง จนทำให้สถานการณ์รุนแรงดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“เราเจอปัญหาเรื่องฝุ่นมามากกว่า 10 ปี แทบไม่เห็นมาตรการอะไรที่เข้ามาช่วยเหลือเลย จนมันกลายเป็น New Normal ค่าฝุ่น 100-200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เรายังยิ้มได้เพราะมองเป็นเรื่องปกติ เมื่อเทียบกับบางปีที่ค่าฝุ่นขึ้นไปถึง 500 หรือ 700 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สิ่งที่เราต้องการคือให้รัฐบาลจริงจัง และบอกให้ชัดว่าความเสี่ยงจาก PM2.5 มีมากขนาดไหน”

ภัทรพงษ์ยังมองว่า รัฐบาลขาดการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ และย้ำถึงผลกระทบด้านโรคภัยที่เกิดจากฝุ่น ตั้งแต่มะเร็งปอด เลือดกำเดาไหล ไปจนถึงอาการไมเกรน

นอกจากนี้ ภัทรพงษ์ยังกล่าวถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ซึ่งคิดเป็นรายได้ราว 60-70% ของจังหวัด และได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเขามองว่าการที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาตอบคำถามเรื่องฝุ่นในสภาว่า “เราไม่ได้ออกแบบเมืองไหนให้เที่ยวได้ 365 วัน ฤดูฝนก็เที่ยวที่หนึ่ง ฤดูร้อน และฤดูหนาวก็เที่ยวอีกที่หนึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสร้างบาดแผลทางใจ และยัดเยียด ‘ฤดูฝุ่น’ ให้กับคนเชียงใหม่”

“ไม่ใช่แค่ว่าเราสูดหายใจ แต่เงินในกระเป๋าเรา ปากท้องเราที่ต้องพึ่งธุรกิจการท่องเที่ยว มันก็ตายไปด้วยในสามเดือนตรงนี้ เพราะฉะนั้นผลกระทบด้านการท่องเที่ยวสูงมากๆ”

สำหรับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ภัทรพงษ์ได้พูดถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวโน้มชัดเจนในการนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาในรัฐสภา ซึ่งควรติดตามการอภิปรายและการลงมติอย่างใกล้ชิด

ภัทรพงษ์แสดงความกังวลถึงเรื่องอำนาจของพรรคภูมิใจไทยที่ได้คุมทั้งสภาบนและสภาล่าง ซึ่งอาจทำให้เนื้อหาสำคัญของร่างกฎหมายถูกปรับเปลี่ยนในชั้นกรรมาธิการ หากไม่มีแรงสนับสนุนจากประชาชน เขาย้ำว่าต้องติดตามเนื้อหา ‘ไส้ใน’ ของร่างกฎหมาย เพราะหากถูกตัดสาระสำคัญออก อาจกลายเป็นเพียง ‘เสือกระดาษ’

ทั้งนี้เรื่องการตัดสินคดี 44 สส.พรรคประชาชน ภัทรพงษ์ยอมรับว่า จากเหตุการณ์ทางการเมืองนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการทำงาน แต่ยืนยันว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานขับเคลื่อนสังคมอย่างต่อเนื่องทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ

“เป็นหน้าที่ของพรรคเราที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้คุณจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ 44 สส. คุณก็หยุดปฏิบัติหน้าที่เขาได้เพียงแค่ในสภาฯ แต่นอกสภาฯ เราทำงานหนักกันเหมือนเดิม”

สุดท้ายนี้ภัทรพงษ์ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความหวังที่มีต่อการเมืองไทยว่า “อยากบอกทุกคนว่า แม้ตอนนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะทำงานได้แย่ขนาดไหนและคุณจะสิ้นหวังขนาดไหน แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนตั้งความหวังไว้และไม่อยากให้สิ้นหวังเลย คืออย่าสิ้นหวังกับการเมือง”

“การที่เราจะทำให้ปากท้องดี ทำให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดีและทำให้ประเทศนี้กลับมาดีขึ้นได้ สิ่งแรกที่ต้องแก้ให้ได้คือทำให้การเมืองดีขึ้น เพราะทุกคนที่มีอำนาจคือคนในการเมือง ถ้าการเมืองไม่ดีทุกอย่างไม่มีทางที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้เลย

ถ้าเกิดวันไหนที่สิ้นหวังในการเมือง ในการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า การจัดตั้งเพื่อมาให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงจะง่ายยิ่งขึ้น และจะทำให้ได้รัฐบาลที่ยิ่งทำให้เราสิ้นหวังได้มากกว่านี้อีก แล้วเราจะไม่มีทางออกจากความสิ้นหวังนี้ได้เลย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...