“แอนนา…ฉันอยากรู้จัง คุณคิดยังไงกับชุดของฉันคืนนี้? มุกจาก Anne Hathaway ถึง Anna Wintour ผู้เป็นต้นแบบของมิแรนดา แห่ง The Devil Wears Prada และเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ‘แฟชั่น’ บนเวทีออสการ์ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สวมใส่ แต่ยังเป็นเรื่องของผู้สร้างสรรค์ด้วย
“แอนนา…ฉันอยากรู้จัง คุณคิดยังไงกับชุดของฉันคืนนี้?”
คำถามสั้นๆ จาก แอนน์ แฮทาเวย์ (Anne Hathaway) บนเวทีออสการ์ ทำให้ทั้งฮอลล์หัวเราะทันที เมื่อคนที่เธอถามคือแอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour) บรรณาธิการแฟชั่นผู้ทรงอิทธิพล ผู้เป็นแรงบันดาลใจของตัวละครมิแรนดา พลีสลีย์ (Miranda Priestly) จากภาพยนตร์ เรื่อง The Devil Wears Prada
แทนที่จะตอบคำถาม วินทัวร์ ทำหน้าเฉยแล้วหยิบแว่นดำมาใส่ ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล Best Costume Design ต่อทันที ราวกับเป็นฉากหนึ่งที่หลุดออกมาจากภาพยนตร์
และเมื่อเธอพูดปิดท้ายว่า “Thank you, Emily.” ก็แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือมุกที่ตั้งใจเล่นกับความทรงจำของแฟนหนังโดยตรง
สปีชบนเวทีก่อนมุกตลกนี้ ยังสะท้อนถึงคุณค่าของโลกแฟชั่นที่เป็นแมสเสจของหนังภาคแรก ที่หลายคนอาจมองว่าเสื้อผ้าการแต่งตัวเป็นเพียง ‘Stuff’ อันเป็นเปลือกภายนอก แต่สปีชของแอนน์เหมือนการขมวดหัวใจและแรงงานความคิดของคนที่อยู่เบื้องหลังการทำชุดที่เต็มไปด้วยเรื่องราว
“ไม่ว่าจะเป็นหมวกทูโทนอัญมณีสุดโดดเด่น เครื่องประดับศีรษะที่ประณีต แว่นตากรอบกึ่งไร้ขอบที่เรียบง่าย หรือชิ้นงานที่ซับซ้อนและดรามาติกซึ่งช่วยเติมชีวิตให้กับสไตล์โกธิกแบบคลาสสิก รวมไปถึงโทนสีแดงที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีสนิมแบบบรรยากาศของอังกฤษในศตวรรษที่ 16 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า เครื่องแต่งกายของตัวละครคือกุญแจสำคัญในการเล่าเรื่อง” แอนน์กล่าวพร้อมเสริมว่า “เสื้อผ้าของคนคนหนึ่งก็เหมือนกุญแจสำคัญ มันทำให้เราดูสง่างามและน่าดึงดูด โดยเฉพาะในค่ำคืนสำคัญของฮอลลีวูด และแน่นอนว่าคนสำคัญในวงการแฟชั่นก็กำลังจับตามองและตัดสินอยู่”
เธอใส่เดรสจาก Valentino ซึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพต่อเพื่อนสนิทดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับอย่าง Valentino Garavani และดีเทลเล็กๆ คือเป็นชุดลายดอก ที่เราได้เห็นในทีเซอร์ The Devil Wears Prada II ที่มิแรนดาได้พูดประชดว่า “ชุดลายดอกสำหรับฤดูใบไม้ผลิเหรอ? ว้าวมากเลยเนอะ”
เรียกได้ว่า The Devil Wears Prada คือภาพยนตร์ที่บอกเล่าเมสเสจสำคัญว่าในโลกแฟชั่นนั้น เสื้อผ้ามีความหมายมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม แต่มันยังเป็นกระจกสะท้อนตัวตน ตัวแทนของเรื่องราว ความทรงจำ และบทสนทนาที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน ที่สำคัญมันไม่ใช่แค่เรื่องของผู้นุ่งห่มแต่ยังเกี่ยวข้องกับผู้สร้างสรรค์และผู้ผลิตด้วย เหมือนกับที่มิแรนดาเคยพูดไว้ว่า “คุณคิดว่าคุณเลือกเสื้อผ้าเองเพื่อไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกแฟชั่น แต่ความจริงคือ เสื้อสเวตเตอร์ตัวนั้นถูกเลือกมาให้คุณแล้ว จากคนในอุตสาหกรรมนี้…ที่สร้างงานให้ผู้คนนับล้าน”
เวที Academy Awards เองก็ให้ความสำคัญกับโลกของแฟชั่นและความงามในภาพยนตร์ ผ่านการมอบรางวัลให้กับผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง “เสื้อผ้าหน้าผม” ของตัวละคร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างบุคลิกและตัวตนให้เรื่องราวบนจอภาพยนตร์มีชีวิตขึ้นมา
โดยในสาขา Best Costume Design รางวัลจะมอบให้กับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เช่นผลงานจากภาพยนตร์ Frankenstein ที่ออกแบบโดย Kate Hawley ขณะที่อีกหนึ่งสาขาที่เกี่ยวข้องกับความงามของตัวละครคือ Best Makeup and Hairstyling ซึ่งยกย่องทีมผู้อยู่เบื้องหลังงานแต่งหน้าและทำผม โดยทีมจาก Frankenstein ประกอบด้วย Mike Hill, Cliona Furey, Jordan Samuel และ Megan Many
รางวัลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังความงามของตัวละครในภาพยนตร์ที่ผ่านกระบวนการคิดวางแผน การทำงานอย่างละเอียดของทีมครีเอทีฟที่ใช้ทั้งศิลปะ งานฝีมือ และจินตนาการ เพื่อสร้างภาพจำให้กับตัวละครและเรื่องราวบนจอใหญ่
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ซีรีส์ ‘Girl Rules กฎหลัก…ห้ามรักเธอ’ เรื่องราวสุดแซ่บของแซฟฟิก 3 คู่ ที่มาพร้อมปัญหาที่ผู้หญิงมักเจอในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การโดนแอบถ่าย จนถึงการติดอยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิก
- ไม่ว่าจะ ‘ถุงยาง’ , ‘บริการฮอร์โมน’ หรือ ‘ผ้าอนามัย’ ก็ควรเป็นรัฐสวัสดิการ เราไม่จำเป็นต้องลดเพดาน ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ ของใคร เพราะเราผลักดันประเด็นต่างๆ ไปพร้อมกันได้
- แพทย์รายงานกรณีหญิงวัย 35 และ 38 ปี ที่เสียชีวิตหลัง ‘ฉีดฟิลเลอร์ช่องคลอด’: กรณีศึกษาเรื่องค่านิยม ‘ความกระชับ’ เพื่อความมั่นใจในการมีเพศสัมพันธ์ แต่เจ้าของอวัยวะต้องแบกรับความเสี่ยงถึงชีวิต
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com