โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เอาแล้วไง! อ.ปานเทพ งัดหลักฐานลับ 120 ปี เปิดบันทึก สยาม-ฝรั่งเศส ชี้แนวเขตแดน ไทย-กัมพูชา

สยามนิวส์

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • beam
วันที่ 16 มีนาคม 2569 อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมทายาทบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวเปิดเอกสารการประชุมลับระหว่าง สยาม-ฝรั่งเศส เมื่อกว่า 120 ปีก่อน

วันที่ 16 มีนาคม 2569 อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมทายาทบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวเปิดเอกสารการประชุมลับระหว่าง สยาม-ฝรั่งเศส เมื่อกว่า 120 ปีก่อน ระบุชัดใช้ สันหน้าผา เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ไทยอยู่ด้านบน กัมพูชาอยู่ด้านล่าง ไม่ใช่แนวสันปันน้ำตาม เอ็มโอยู (MOU)

ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำทายาทบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์และนักวิชาการ ร่วมแถลงข่าวเปิดเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีตัวแทนทายาทตระกูลสนิทวงศ์ ของ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ อดีตหัวหน้าคณะกรรมการปักปันเขตแดนฝ่ายสยาม เข้าร่วม พร้อมด้วย เปรมิกา สุจริตกุล บุตรสาวของ สมปอง สุจริตกุล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตทนายความคดี ปราสาทพระวิหาร

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการร่วมแถลง ได้แก่ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, คมสัน โพธิ์คง, วิศรุต สำลีอ่อน และ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ เพื่อเปิดเผยหลักฐานจากการปักปันเขตแดนในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งระบุว่า แนวเขตแดนไทย-กัมพูชาถูกกำหนดไว้ตามสนธิสัญญาเดิมในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทายาทตระกูลสนิทวงศ์ได้นำบันทึกการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างปี ค.ศ.1904-1907 มาเปิดเผย โดยระบุว่า คณะกรรมการฝ่ายสยามซึ่งนำโดย เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ ได้กำหนดแนวเขตแดนโดยยึดตาม สันหน้าผา ของเทือกเขาพนมดงรักเป็นหลักหมุดธรรมชาติ ไม่ได้ใช้จุดสูงสุดของภูเขาตามเทคโนโลยีการสำรวจสมัยใหม่

เหตุผลสำคัญในการกำหนดแนวเขตแดนดังกล่าวมี 2 ประการ คือ ด้านยุทธศาสตร์การทหาร เนื่องจากพื้นที่ฝั่งไทยอยู่ในระดับสูงกว่าฝั่งกัมพูชาประมาณ 100 เมตร ทำให้ได้เปรียบในการป้องกันประเทศ และด้านภูมิวัฒนธรรม ซึ่งแนวสันหน้าผาดังกล่าวยังแบ่งแยกกลุ่มประชากรที่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่งผลให้ง่ายต่อการบริหารจัดการพื้นที่

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีสาเหตุมาจากการตีความคำว่า สันปันน้ำ ที่คลาดเคลื่อนจากข้อตกลงดั้งเดิม ซึ่งระบุให้ใช้ สันหน้าผา เป็นแนวเขตแดน โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวเขต อาจทำให้ตำแหน่งเขตแดนคลาดเคลื่อนได้ถึง 5 กิโลเมตร ทั้งที่กระบวนการปักปันเขตแดนเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่กว่า 100 ปีก่อน

ด้าน ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ เรียกร้องไปยัง อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งยกเลิกข้อตกลงเอ็มโอยู ปี 2543 ระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างหลักฐานจากเอกสารสยาม-ฝรั่งเศสที่ระบุว่า แนวเขตแดนควรใช้ ขอบหน้าผา ไม่ใช่แนวสันปันน้ำตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชาใช้เป็นหลักอ้างอิง ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียเปรียบ

นอกจากนี้ยังระบุว่า เอ็มโอยู ปี 2543 ขาดความชอบธรรมทางกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และไม่มีพระปรมาภิไธย แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการเจรจาระหว่างสองประเทศ

ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ยังอ้างถึง อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา มาตรา 60 ซึ่งระบุว่า ประเทศคู่สัญญามีสิทธิยกเลิกข้อตกลงได้ฝ่ายเดียว หากอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง

พร้อมเตือนรัฐบาลว่า ไม่ควรเข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) รอบใหม่ จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2543 เนื่องจากหากยังเดินหน้าการประชุมต่อ อาจถูกตีความว่าไทยยอมรับแผนที่ของกัมพูชาโดยปริยาย และอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียสิทธิในการยกเลิกข้อตกลงในอนาคต

ขณะที่ คมสัน โพธิ์คง ระบุเพิ่มเติมว่า เอ็มโอยู ปี 2543 ถือเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศหรือนายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจดำเนินการได้

ดังนั้น หากพบว่าขัดต่อหลักกฎหมาย ก็ควรเร่งดำเนินการยกเลิกโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบ และหากภาครัฐยังไม่ดำเนินการ ภาคประชาชนยังสามารถยื่นเรื่องผ่าน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...