โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงคราม ‘ลามถึงจานข้าว’ น้ำมันปาล์มจ่อ ‘แพงขึ้น 20%’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สงครามอิหร่านไม่ได้สะเทือนแค่ตลาดพลังงาน แต่กำลังลุกลามมาถึง “จานอาหาร” ของคนทั้งโลก เมื่อความต้องการ “น้ำมันปาล์ม” พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากทั้งการกักตุนสินค้าและการใช้ “ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง” ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบขยับขึ้นต่อเนื่อง และอาจกลายเป็นชนวนเงินเฟ้ออาหารในระยะถัดไป

เหตุผลเพราะน้ำมันปาล์มดิบ ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าส่งออกหลักของมาเลเซียและอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่น้ำมันปรุงอาหาร มาร์การีน ขนมขบเคี้ยว อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและเชื้อเพลิงชีวภาพ

ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันปาล์มขยับขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเกษตรหรือการค้า แต่มีแนวโน้มลามไปถึงภาคอาหาร ผู้บริโภค และเงินเฟ้อในวงกว้าง

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ในระยะสั้น แรงกดดันราคามาจาก “พฤติกรรมกักตุน” ของประเทศและบริษัทต่างๆ ที่กังวลว่าห่วงโซ่อุปทานจะสะดุด

ขณะที่ในระยะยาว ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากสงคราม ได้ดันให้ความต้องการน้ำมันปาล์มในฐานะวัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ผลจากปัจจัยดังกล่าว สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันปาล์มของมาเลเซีย ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงราคาปาล์มในตลาดโลก เริ่มปรับตัวขึ้นตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน และในเดือนเมษายนได้ “แตะระดับสูงสุด” นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024

ล่าสุด ดัชนีราคาอาหารโลกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) อยู่ที่ 128.5 จุด เพิ่มขึ้น 2.4% จากเดือนกุมภาพันธ์

ขณะที่ดัชนีราคาน้ำมันพืชเพิ่มขึ้น 5.1% จากเดือนกุมภาพันธ์ และสูงกว่าปีก่อนถึง 13.2%
ชอง โฮ เหลียง นักวิเคราะห์จากธนาคาร Public Investment Bank ในกัวลาลัมเปอร์คาดว่า ราคาน้ำมันปรุงอาหารทั่วโลกมีแนวโน้ม “เพิ่มขึ้นถึง 20%” แต่ผลกระทบจะดีเลย์ประมาณ 2 เดือน เนื่องจากตลาดยังคงใช้สต็อกเก่าอยู่ในปัจจุบัน

ไม่เพียงเท่านั้น ในญี่ปุ่น นิกเกอิ เอเชียรายงานเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ราคาขายส่งน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น 17 เยนในเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 328–338 เยนต่อกิโลกรัม

ด้าน FAO ระบุในรายงานล่าสุดว่า “ราคาน้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง ทานตะวัน และเรพซีดในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด สะท้อนผลกระทบต่อเนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะกระตุ้นความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น”

ในส่วนประเทศไทย ได้ “จำกัดการส่งออก” น้ำมันปาล์ม หลังความต้องการใช้ไบโอดีเซลภายในประเทศพุ่งสูงขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยระบุว่า เพื่อปกป้องปริมาณอุปทานในประเทศ และรักษาเสถียรภาพราคา ท่ามกลางการใช้ไบโอดีเซลผสมที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

ดีมานด์ปาล์มทะลัก มาเลย์-อินโดนีเซียเร่งส่งออก

ในด้านการค้า ภาพที่ชัดที่สุดคือการส่งออกจาก “มาเลเซีย” และ “อินโดนีเซีย” สองผู้ผลิตปาล์มน้ำมันหลักของโลกที่รวมกันคิดเป็น 85% ของอุปทาน กำลังเร่งตัวแรง โดย “มาเลเซีย” ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 41% ในเดือนมีนาคมจากเดือนก่อนหน้า จนแตะ 1.6 ล้านตัน มีจีน ตะวันออกกลาง สหรัฐ และสหภาพยุโรปเป็นตลาดหนุนสำคัญ

สำหรับสหภาพยุโรป ยังคงเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย คิดเป็น 23.4% ของการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบทั้งหมด หรือราว 963,000 ตันในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026

ด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ผลักดันให้การส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของมาเลเซียไปยังตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า หรือ “พุ่งขึ้น 547.2%” สู่ระดับ 280,000 ตัน
ขณะที่การส่งออกไปยังจีนและสหรัฐ ก็ขยายตัวในระดับเลขสามหลัก โดยการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 132.6% แตะ 233,000 ตัน

แรงซื้อที่พุ่งขึ้นนี้ ไม่ได้มาจากการบริโภคปกติ แต่เป็น “การเร่งสะสมสต็อก” ท่ามกลางความปั่นป่วนด้านภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้ตลาดปาล์มตึงตัวเร็วกว่าปกติ

ในฝั่ง “อินโดนีเซีย” การส่งออกน้ำมันปาล์มโดยรวมของประเทศเพิ่มขึ้น 36.26% จนแตะ 4.54 ล้านตันในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ของปีนี้ เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามรายงานของ Jakarta Globe ที่อ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติกลาง

เอดดี มาร์โตโน ประธานสมาคมน้ำมันปาล์มอินโดนีเซีย (GAPKI) เผยว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8%–10% นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า มาร์โตโนคาดว่า การส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของอินโดนีเซียจะเผชิญแรงกดดันขาลง เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัยและค่าระวางขนส่งเพิ่มขึ้นสูงถึง 50%

ซัพพลายปาล์มถูกบีบ ปุ๋ยแพง-เอลนีโญ จ่อฉุดผลผลิต

สำหรับปัญหาราคาปาล์มแพง ไม่ได้มาจากเฉพาะฝั่งดีมานด์เท่านั้น แต่ “ฝั่งซัพพลาย” ก็เผชิญแรงกดดันด้วย

อย่างแรก คือ “ต้นทุนปุ๋ยพุ่ง” จากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายจากสงคราม ทำให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นสัดส่วน 15% ของการผลิตในมาเลเซีย และ 30% ในอินโดนีเซีย มีแนวโน้มชะลอการปลูกทดแทน ท่ามกลางต้นทุนปุ๋ยแพง

“หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ การผลิตทะลายปาล์มสดจะลดลง เนื่องจากต้นทุนปุ๋ยเพิ่มขึ้นราว 50%” สมาคมน้ำมันปาล์มอินโดนีเซียเตือน

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียเตรียมเปิดตัวโครงการเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มภาคบังคับ จาก 40% เป็น 50% หรือที่เรียกว่ามาตรฐาน B50 โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม

เอดดี มาร์โตโน ประธานสมาคมน้ำมันปาล์มอินโดนีเซียคาดว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะทำให้น้ำมันปาล์มดิบราว 1.5 ล้านตันถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ดังนั้น ปริมาณสำหรับการส่งออกจะ “ลดลง 1.5 ล้านตัน”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมอุปทานคือ สวนปาล์มในมาเลเซียกำลังเข้าสู่ช่วง “แก่ตัว” โดยสภาน้ำมันปาล์มมาเลเซียประเมินว่า ภายในปีหน้า ต้นปาล์มราว 35% จะมีอายุ 19 ปีขึ้นไป เพิ่มจากราว 30% ในปีนี้ ซึ่งจะยิ่งกดดันผลผลิตให้ลดลงอีก

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศก็สูงขึ้น นักพยากรณ์เตือนถึงความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์“เอลนีโญ” จะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จนอาจทำให้อุณหภูมิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ระบุว่า มีโอกาส 50%–60% ที่เอลนีโญจะก่อตัวในช่วง “เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน”

ชองกล่าวว่า “สภาพอากาศแห้งแล้งที่ยาวนาน อาจสร้างความเครียดให้กับต้นปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการฝ่อของทะลายปาล์มสด” พร้อมเสริมว่า “จากข้อมูลในอดีต เราประเมินว่า เอลนีโญอาจทำให้ผลผลิตทะลายปาล์มสด ลดลงได้สูงสุด 16% และฉุดการผลิตน้ำมันปาล์มดิบให้ลงได้ถึง 14% ในปีถัด ๆ ไป หากเกิดเอลนีโญรุนแรง โดยผลกระทบมักจะปรากฏชัดในช่วง 15–18 เดือนหลังเริ่มเกิดปรากฏการณ์”

วิกฤติอาหารรอบใหม่กำลังก่อตัว?

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ การที่ “ดีมานด์ปาล์มพุ่ง” เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ “ซัพพลายถูกบีบ” จากหลายปัจจัยพร้อมกัน

หากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยยังสูง และเอลนีโญเกิดขึ้นจริง โลกอาจเผชิญภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ห่วงโซ่อุปทานขาดแคลน” ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาขึ้นชั่วคราว แต่เป็นแรงกดดันระยะยาว

ราคาน้ำมันปาล์มพุ่งไม่หยุด ไม่ได้สะท้อนเพียงสินค้าเกษตรหนึ่งชนิด แต่อาจกำลังเป็น “ตัวชี้วัดใหม่” ของความเปราะบางในระบบอาหารโลก และในโลกที่พลังงาน อาหาร และภูมิรัฐศาสตร์เชื่อมโยงกันมากขึ้น

ไม่แน่ว่า ราคาน้ำมันปาล์มวันนี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนเริ่มต้น” ของคลื่นเงินเฟ้อระลอกใหม่ที่กำลังมา
อ้างอิง: nikkei, biofuels

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...