โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจาะสูตรหุ้นรอดปี 69! ฝ่าวิกฤตตลาดโลกผันผวน ชูกลยุทธ์ “รีเซ็ตพอร์ต” ฉบับองค์กรยักษ์ใหญ่!!

The Better

อัพเดต 21 เม.ย. เวลา 11.16 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 10.49 น. • THE BETTER
เมื่อ “การลด” คือทางรอด ถอดรหัสหุ้น Defensive Growth Stock ที่โครงสร้างเบา - ยืดหยุ่นสูง พร้อมส่องกลยุทธ์ปรับพอร์ตธุรกิจเชิงรุก (Strategic Divestment) จากองค์กรยักษ์ใหญ่

ในปี 2026 ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ความผันผวนจะสร้างจังหวะการเข้าซื้อในราคาต่ำ แต่โจทย์สำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาไม่ใช่เพียง “ราคา” หากแต่เป็น “ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างดีเยี่ยม มีโมเดลธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน และปรับตัวได้รวดเร็ว เนื่องจากในภาวะวิกฤต หุ้นที่แบกภาระต้นทุนสูงหรือมีพอร์ตธุรกิจกระจัดกระจายมักฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

โดยหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ยังคงเป็นที่จับตามองของนักลงทุน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริโภคพื้นฐานที่ยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทที่ได้รับความสนใจมากขึ้นไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายใหญ่ แต่คือองค์กรที่มีการปรับโครงสร้างล่วงหน้าและมีความยืดหยุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

Asset Optimization ชูกลยุทธ์รีเซ็ตพอร์ต เมื่อ “การลด” กลายเป็นกลยุทธ์เติบโต

หนึ่งในเทรนด์สำคัญขององค์กรขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา คือการเร่งทำ Strategic Divestment หรือการถอนการลงทุนจากธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่ำแต่ภาระสูง เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และปรับโครงสร้างพอร์ตให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าการ “ลดขนาดพอร์ต” ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการตั้งรับ แต่เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น Unilever ที่ตัดสินใจปรับพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่ โดยแยกธุรกิจอาหารเพื่อควบรวมกับ McCormick ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องปรุงของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การทุ่มทรัพยากรลงในจุดที่เชี่ยวชาญ อาจมีความหมายมากกว่าความหลากหลาย เช่นเดียวกับ OR ที่เลือกปรับพอร์ตในต่างประเทศเพื่อลดภาระต้นทุน ช่วยให้โครงสร้างธุรกิจมีความกระชับมากขึ้น (Lean Structure) พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทรัพยากรถูกนำกลับไปลงทุนในธุรกิจหลักที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูงกว่า

ในขณะที่กลุ่มค้าปลีกอย่าง “เซ็นทรัล รีเทล (CRC)” โดดเด่นด้วยการลดสัดส่วนธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันสูงเกินจำเป็น และโฟกัสไปยัง Core Business ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมากขึ้น เช่น ธุรกิจในไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะในเวียดนามที่มุ่งขยายไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! และโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้เงินลงทุนต่ำแต่ขยายตัวได้เร็ว ผ่านจุดขายเรื่องราคาและอาหารสดเป็นหัวใจหลัก แทนการจำหน่ายสินค้าเฉพาะทางที่มีคู่แข่งล้นตลาด เช่น ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า

โดย CGS International มองว่านี่คือวินัยทางการเงินที่ยอดเยี่ยม CRC เลือกที่จะไม่แข่งในสมรภูมิที่เสียเปรียบ แต่เลือกลงทุนเฉพาะในจุดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารกระแสเงินสดและโครงสร้างเงินทุนอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างสถานะทางการเงินให้มีความยืดหยุ่นสูงสุดในทุกสถานการณ์

ปรับโครงสร้างองค์กร (Internal Restructuring) เพิ่มความยืดหยุ่น

การจัดโครงสร้างใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุน ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของกลุ่ม ปตท.ปรับโครงสร้างธุรกิจและโอนกิจการน้ำมันให้ โออาร์ (OR) เพื่อสร้าง Flagship ด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีกที่ชัดเจน หรือการตั้งกลุ่มธุรกิจเฉพาะทางอย่าง Central Retail Food ของCRC ที่รวมธุรกิจอาหารทั้งหมดไว้ภายใต้การบริหารเดียว ช่วยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและสร้างความได้เปรียบทางต้นทุน พร้อมนำทรัพยากร นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้ระหว่างตลาดได้อย่างรวดเร็ว สร้างอีโคซิสเต็มที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยเสริมความมั่นคงขององค์กรในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน

Resilient Stock เกราะป้องกัน ที่กลายเป็นโอกาสทองของนักลงทุน

ทั้งนี้กลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้องค์กรที่ Lean ตัวเองได้ทันท่วงทีกลายเป็น Defensive Growth Stock หรือหุ้นที่มีเกราะป้องกันแกร่ง มีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวลงต่ำจำกัด (Downside Limited) เพราะพื้นฐานถูกรีเซ็ตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรับจังหวะการฟื้นตัวได้ทันทีเมื่อปัจจัยภายนอกคลี่คลาย

สำหรับนักลงทุนที่มองการณ์ไกล ต้องการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ตัวเลขการเติบโต” เท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึง “หุ้นคุณภาพ” ที่เหมาะกับการถือยาว และหุ้นที่มีความสามารถในการจัดระเบียบองค์กรให้แข็งแกร่งพอที่จะผ่านสภาวะผันผวนได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช่นนี้ ที่ราคาหุ้นยังคงซื้อขายบนระดับมูลค่าที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับศักยภาพในอนาคต จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานแน่นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” เคาะเป้า 21.50 บาท

นอกจากนี้ด้าน นักวิเคราะห์ บล.ดาโอ แนะ “ซื้อ” หุ้น CRC โดยมีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อยต่อกำไรปกติ 1Q26E ที่คาดอยู่ที่ราว 2.5 พันล้านบาท (+1% YoY, +0% QoQ) แม้ไร้ Easy E-receipt หนุน ขณะที่ GPM ปรับดีขึ้น YoY เป็น 26.7% สะท้อน product mix ที่ยังบริหารได้ดี แต่ GPM อ่อนตัว QoQ เป็นเพียงปัจจัยฤดูกาล และคาดทยอยฟื้นตัวในช่วงถัดไป อีกทั้งมองว่ามีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อ รวมถึงการขยายสาขา - เร่งขยายธุรกิจในเวียดนาม และแผน M&A ในช่วงปี 2026 - 2027 คาดหนุน Upside เพิ่มเติม พร้อมคงประมาณการกำไรปกติปี 2026 - 2027 อยู่ที่ 8.0 - 8.9 พันล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...