น้ำมันเอเชียวิกฤต! วิกฤตฮอร์มุซฉุดทางเลือกไม่พอรับมือ เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ
อุปทานน้ำมันในเอเชียเริ่มตึงตัว ช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักยืดเยื้อ ทำให้ทางเลือกจัดหาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเสี่ยงที่อาจลุกลามสู่เศรษฐกิจทั้งภูมิภาค
วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 13.55 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของเอเชียอย่างจีนและอินเดีย สามารถประคองสถานการณ์ท่ามกลางสงครามในอ่าวเปอร์เซียที่ยืดเยื้อมากกว่า 7 สัปดาห์ได้ในช่วงแรก ด้วยการใช้ทางเลี่ยงหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำข้อตกลงโดยตรงกับอิหร่าน ไปจนถึงการซื้อน้ำมันจากรัสเซียและอิหร่านที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเล
อย่างไรก็ตาม แนวทางเหล่านี้กำลังเริ่มใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่ลอยอยู่ในทะเลลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็หยุดชะงัก แม้แต่เรือที่เคยขนส่งน้ำมันให้จีนก็เริ่มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากมาตรการปิดล้อมของสหรัฐ
ในบรรดาผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ อินเดียถือว่าเปราะบางมากกว่า เนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างหนัก ไม่เพียงแต่น้ำมันดิบ แต่รวมถึงก๊าซ LPG ที่ใช้ในครัวเรือน ซึ่งเริ่มขาดแคลนแล้ว แม้อินเดียจะเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพื่อทดแทน แต่ปริมาณน้ำมันสำรองมีจำกัด และราคาก็ไม่ได้ถูกเหมือนในช่วงก่อนหน้า
ข้อมูลชี้ว่า ปริมาณน้ำมันรัสเซียที่พร้อมขายในทะเลลดลงจากราว 20 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือไม่ถึง 5 ล้านบาร์เรลในปัจจุบัน ขณะที่อินเดียยังต้องชะลอการส่งเรือเข้าไปรับน้ำมัน หลังเกิดเหตุโจมตีเรือในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น
ผลกระทบเริ่มลามถึงผู้บริโภค โดยมีแนวโน้มว่าราคาดีเซลในอินเดียจะปรับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ซึ่งอาจดันเงินเฟ้อและกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ด้านจีน แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่า จากการมีน้ำมันสำรองมากกว่า 1 พันล้านบาร์เรล และการวางแผนความมั่นคงด้านพลังงานล่วงหน้า แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และอุปทานที่ตึงตัว โดยโรงกลั่นของรัฐเริ่มลดกำลังการผลิตลงแล้ว
ขณะเดียวกัน โรงกลั่นเอกชนของจีน ซึ่งมีสัดส่วนถึงราว 20% ของกำลังการกลั่นทั้งประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและการเข้าถึงอุปทานที่ยากขึ้น
แม้อิหร่านยังมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งประมาณ 160 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต แต่ราคาน้ำมันจากรัสเซียและอิหร่านที่เคยมีส่วนลดมาก กลับปรับตัวขึ้นจนกลายเป็นราคาพรีเมียม เนื่องจากความต้องการที่เร่งตัวขึ้น
อ้างอิง : bloomberg.com