"อนันต์ชัย" แจ้งจับพระชื่อดังเมืองปทุม ปมเงินวัด 134 ล้าน พบพิรุธเปิดบัญชีสั่งจ่ายไร้ชื่อไวยาวัจกร
วันนี้ (27 มี.ค.2569) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษพระชื่อดัง ใน จ.ปทุมธานี กับพวก 32 คน ปมเงิน 134 ล้านบาท หลังจากเมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 พระชื่อดัง ใน จ.ปทุมธานี เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับตำรวจ ปปป. ที่ บก.ปปป.
นายประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม เปิดเผยว่า การใช้เงินวัดและอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่เกี่ยวข้องการใช้เงินวัด ตามหลักการที่ปรากฏใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ปี 05 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ปี 2535 ระบุไว้ในมาตรา 36 ว่า วัดหนึ่งต้องมีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง เพราะฉะนั้นเจ้าอาวาสจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการบริหารจัดการวัด และในมาตรา 31 บอกว่า วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งเมื่อเป็นนิติบุคคลแล้วต้องมีผู้จัดการ ซึ่งในวรรค 3 บอกชัดว่า เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนในกิจการทั่วไปของวัด
ส่วนการจัดการดูแลศาสนสมบัติของวัด เรื่องเงินหรือผลประโยชน์วัด ระบุไว้ในมาตรา 37 อนุ 1 หน้าที่ของเจ้าอาวาส คือ บำรุงรักษาวัด และจัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี เมื่อมีผลประโยชน์หรือมีเงินทองเข้ามา คนที่ดูแล คือ เจ้าอาวาสต้องนำเงินมาเพื่อบำรุงรักษาวัดและจัดกิจการของวัดเท่านั้น
สำหรับมาตรา 40 อนุ 2 ระบุว่า ในการจัดศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม หรือกฎกระทรวงตามที่ มส. หรือหน่วยงานรัฐกำหนด ซึ่งอดีตจนถึงปัจจุบันมีกฎกระทรวง 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2511 ข้อที่ 5 ระบุว่าการเก็บรักษาเงินวัดในส่วนที่เกิน 3,000 บาท ให้เก็บรักษาฝากไว้ที่กรมการศาสนาเดิมหรือฝากธนาคาร และต้องฝากในนามของวัด
นายประยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่ใช้ตั้งแต่เดือน พ.ค.ปี 2564 เรียกว่า กฎกระทรวงการดูแลจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 สาระสำคัญในข้อ 7 ระบุว่าการเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกิน 100,000 บาท ให้ฝากไว้ในบัญชีธนาคารในนามวัด ซึ่งสอดรับกับมติมหาเถรสมาคม 495/2568 ที่ล็อกไว้ว่า ในการฝากบัญชีวัด ต้องเขียนว่า เงินของวัด ห้ามระบุว่า "โดย" เจ้าอาวาสคนนั้นคนนี้ และในวรรคสองระบุชัดว่า การจัดการเงินบริจาคต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค จะเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นหรือหยิบยืมไม่ได้
นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 45 เจ้าอาวาส คือ พระสังฆาธิการ และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หากปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงหรือมติ มส. จะมีความผิดมูลฐานที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานประมาณ 19-21 มาตรา โดยอำนาจสั่งจ่ายเงินวัดตามมติ มส. ล่าสุดต้องมีเจ้าอาวาสร่วมกับไวยาวัจกร และบุคคลที่เชื่อใจ รวม 3 ใน 5 หากไม่ทำตามจะมีความผิด
ขณะที่นายอนันต์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการนำสืบแผนผังการเงินของวัดนาป่าพง ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่ 7 พ.ย.2566 จนถึง 16 พ.ย.2568 พบเงินที่รับบริจาคประมาณ 135,460,678.08 บาท จากการโอนรวม 900,802 ครั้ง ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคเข้ามาบัญชีออมทรัพย์ในนามวัดนาป่าพง แต่มีเพียง พระคึกฤทธิ์ และพระมาร์คเป็นผู้สั่งจ่าย โดยไม่มีไวยาวัจกร
นอกจากนี้ยังมีบัญชีมูลนิธิพุทธโฆษณ์อีกจำนวน 45,949,320.57 บาท และบัญชีวัดนาป่าพงอีกบัญชีจำนวน 2,926,000 บาท ดังนั้น วันนี้มูลนิธิธรรมลักษณ์จึงมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งหมด 32 คน ในข้อหาตามมาตรา 147, 157, รับของโจร และฟอกเงิน รวมถึงประเด็นที่กฎมหาเถรสมาคมปัจจุบันห้ามเทรดหุ้นและเทรดทองด้วย
นายอนันต์ชัย ระบุถึงความคืบหน้าทางคดีว่า นี่เป็นคดีที่ 2 ที่ตนดำเนินการ คดีแรกคือเรื่องเงินโบนัส ซึ่งทราบข่าวว่า พระคึกฤทธิ์กับพวกมาที่กองปราบเพื่อรับทราบชี้แจงข้อเท็จจริงและมีการปล่อยตัวไปโดยไม่มีการจับกุมหรือประกันตัว
ในมุมมองนักกฎหมาย ตามมาตรา 134 เมื่อผู้ต้องหาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหา และยังมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 419/2556 รวมถึงคำสั่งที่ 46/65 ระบุชัดเจน ในมุมมองของตน ณ เวลานี้สามารถออกหมายจับได้ เพราะยังไม่ได้มีการประกันตัวหรือทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น ซึ่งหากไม่จับอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทาง พล.ต.ท.จรูญเกียรติ ให้เวลา 7 วัน ก็ต้องรอดูผลกันต่อไป
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ขีดเส้นชี้แจงใน 7 วัน ปม "พระคึกฤทธิ์" ใช้เงินวัดจ่ายโบนัสลูกศิษย์
"สีกายุ" นำหลักฐานมอบให้ตำรวจ ปมเงิน 12 วัดนาป่าพง
ทีมทนายวัดนาป่าพง หอบเอกสารเข้าพบ พนง.สอบสวนกองปราบ