โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงกรานต์การเมือง

สยามรัฐ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทวี สุรฤทธิกุล

ประเพณีต่าง ๆ เป็นสิ่งดี แต่พอเอามาใช้ในทางการเมืองก็จะเพี้ยนเป็นสิ่งไม่ดี อย่างเช่นประเพณีสงกรานต์ที่เป็นเรื่องของการฉลองฤดูร้อน ต้องสาดน้ำให้เย็น แต่ในทางการเมืองกลายเป็นการสาดใส่ปะทะคารมกันและกัน จนถึงขั้น “สาดเลือด” หรือเกิดสงคราม

ถึงวันนี้ที่เป็นวันมหาสงกรานต์ รัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีระกูล ก็คงเข้าทำงานอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ เพราะได้ผ่านทั้งการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปโดยเรียบร้อย ปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วงของรัฐบาลใหม่นี้ก็คือเรื่องน้ำมัน ที่รู้ ๆ คือราคาแพง และอาจจะแพงไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่น่ากลัวเท่าถ้าเกิดขาดแคลน ทั้งที่ขาดแคลนจริงจากการขนส่งน้ำมันลำบาก และขาดแคลนเทียมที่ผู้ขายมีเจตนากักตุนไว้ขายในราคาที่สูงขึ้น ๆ ทุกวันนั้น

สงกรานต์ปีนี้จึงเกิดศึก “สาดน้ำมัน” ซึ่งถ้าใครได้รับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 7 และ 10 ที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ามีการใช้ “สงครามคารม” เข้าใส่กันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการโจมตีรัฐบาลว่าแก้ปัญหาน้ำมันได้แย่มาก ๆ (มีการใช้ศัพท์และถ้อยคำที่หยาบคาย จนมีผู้ขอให้ถอนคำพูดหลายครั้ง ความจริงแล้วในยุคสมัยของการสื่อสารสมัยใหม่ เรื่อง “ภาษาใหม่ ๆ” นี้น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทำใจและยอมรับ เพราะเราจะต้องเจอการสร้างภาษาในลักษณะนี้อยู่บ่อย ๆ และน่าจะเป็น “นวัตกรรมทางภาษา” ที่น่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ห้ามได้ยาก นอกจากจะเปิดใจกว้างยอมรับ) รวมถึงได้ความรู้ด้วยว่าธุรกิจน้ำมันนั้นมันซับซ้อนวุ่นวายยิ่งกว่าธุรกิจใด ๆ ทั้งยังพอจับความได้ว่ามี “ไอ้โม่ง” ในรัฐบาล รวมถึงคนในรัฐบาลและข้าราชการที่หากินกับการค้าน้ำมัน ซึ่งพอมีคนรู้เข้าจริง ๆ (จากการอภิปรายของฝ่ายค้าน) ก็ออกอาการไปไม่เป็น แต่คนที่เล่นบทบาทได้เนียนมาก ๆ ก็คือนายกรัฐมนตรี ที่ทำท่าว่าไม่รู้เรื่องราวเล่ห์กลของพ่อค้าเหล่านั้น จนที่สุดเมื่อถูกรุกมาก ๆ ก็กลายเป็น “เตมีย์ใบ้” คือไม่พูดหรือไม่ตอบอะไรเลย

พูดถึง “เตมีย์ใบ้” ทำให้นึกถึงการเมืองไทยในยุคสมัยของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ได้รับฉายานี้เป็นคนแรก ความจริงสมัยนั้นไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำมัน แต่ออกจะมีโชคลาภในเรื่องทำนองนี้ คือใน พ.ศ. 2524 มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจำนวนมหาศาล ต่อเนื่องทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” ที่จังหวัดระยอง มีการจ้างงานจำนวนมหาศาล และเกิดการพัฒนาธุรกิจต่าง ๆ มากมาย ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้คนมีเงินทองใช้จ่ายคล่องตัว มีความสุข แล้วยุคนั้นก็ถูกเรียกว่า “ยุคโชติช่วงชัชวาล” เหมือนดั่งประกายก๊าซที่ส่องแสงให้ความสว่างไปทั่วประเทศไทยกระนั้น

สื่อมวลชนในยุคนั้น (ซึ่งก็มีนิสัยเหมือนสื่อมวลชนในทุกยุค) ก็ชอบแงะชอบถามให้คนโต้ตอบกัน แต่ป๋าเปรมเป็นคนไม่ชอบพูด ถามอะไรมาก็ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มและทำคอเอียง ๆ บางทีพอถูกรุกถูกถามมาก ๆ ก็แย้มพูดออกมาบ้าง ที่ชอบพูดก็คือ “กลับบ้านเถอะลูก” จนคำตอบนี้ได้เป็นวาทะแห่งปีอยู่ในปีหนึ่ง จึงน่าคิดว่านายอนุทินจะเอาอย่างป๋าเปรมหรือไม่ โดยนายอนุทินนี้เป็น “สายมู” เชื่อถือในสิ่งลี้ลับ อาจจะเชื่อว่าถ้าพูดน้อยอย่างป๋าเปรมแล้วจะทำให้รัฐบาลอยู่รอดได้นาน โดยป๋าเปรมนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ถึง 5 รอบ เกือบ 9 ปี (ระหว่างนั้นมียุบสภา 2 ครั้ง มีกบฏอีก 2 ครั้ง และป๋าเปรมเองก็ถูกลอบสังหารหลายครั้ง) ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่านายอนุทินจะเลียนแบบป๋าเปรมอะไรอื่นอีกหรือไม่ เช่น พูดกับผู้สื่อข่าวว่า “กลับบ้านเถอะน้อง” แล้วคลอนศีรษะไปมา เป็นต้น

ขอกล่าวถึงประเพณีสงกรานต์สักนิด ว่าน่าจะเป็นเหตุผลทางด้านภูมิศาสตร์เป็นสำคัญ จะเห็นว่าเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะในเขตมรสุม โดยเริ่มต้นจากตำนานทางศาสนาฮินดูพราหมณ์ แล้วมาผสมผสานกับศาสนาพุทธในบางพื้นที่ ดังที่เราได้เห็นประเพณียังคงมีอยู่ในอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับพม่า แต่เป็นการสาดสีหรือฝุ่นผสมสีใส่กัน พม่าเองก็มีและก็เป็นฝุ่นสีเหมือนกัน ลาวและกัมพูชาก็มีแต่ไม่อึกทึกเหมือนประเทศไทย ที่สาดเล่นกันอย่างสนุกสนานสุดขีด จนกลายเป็นเทศกาลตั้งชื่อตามถนนต่าง ๆ อยู่ในหลาย ๆ จังหวัด และหลายปีมานี้ก็ลุกลามไปถึงนัยยะหรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการเมือง แต่มักมีนัยยะไปในทางไม่ดีว่า “ต่อสู้” หรือ “สาดคารม” ใส่กัน

ตำนานสงกรานต์กล่าวว่า ท้าวกบิลพรหมเป็นเทวดาอยู่บนเขาไกรลาศ ได้ยินเรื่องเด็กคนหนึ่งบนโลกมนุษย์ ชื่อ ธรรมบาลกุมาร มีสติปัญญามาก สามารถตอบปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งยังรู้ภาษานกต่าง ๆ นั้นได้ด้วย จึงลงไปตั้งปัญหาถามธรรมบาลกุมาร ว่า เช้า กลางวัน และค่ำ “ราศี” อยู่ตรงไหน โดยให้เวลา 7 วัน ถ้าตอบไม่ได้จะต้องตัดหัวธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าตอบได้ท้าวกบิลพรหมจะยอมตัดศีรษะตนเอง ธรรมบาลกุมารนึกตอบปัญหานี้อยู่ถึง ๖ วัน ก็ตอบไม่ได้ จนวันสุดท้ายก็คิดจะหนีไป ไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลที่มีนกอินทรีผัวเมียคู่หนึ่งทำรังอยู่ นกตัวผู้บอกว่าพรุ่งนี้จะมีเนื้อมนุษย์ให้กิน เพราะมนุษย์นั้นตอบปัญหาท้าวกบิลพรหมต้องถูกตัดหัว นกตัวเมียก็ถามว่าปัญหานั้นคืออะไร นกตัวผู้ก็ตอบให้ฟัง ตอนเช้าราศีอยู่ที่ใบหน้า ผู้คนจึงตื่นมาล้างหน้า กลางวันราศีอยู่ที่หน้าอก ผู้คนจึงอาบน้ำและประพรมน้ำอบ ตอนค่ำราศีอยู่ที่เท้า ผู้คนจึงราดน้ำที่เท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารได้ยินก็ดีใจ กลับเข้าเมือง ตอนเช้าก็ไปตอบปัญหาแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงให้ลูกสาวที่มีอยู่ ๗ คนมาสั่งเสีย ให้ผลัดเวรกันมารับศีรษะของตนในแต่ละปี ก่อนที่จะตัดศีรษะใส่พาน และก่อให้เกิดเทศกาลสงกรานต์เกิดขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้คำว่า “สงกรานต์” นี้มาจากคำภาษาสันสกฤต แปลว่า “เปลี่ยนฤดู” คือเข้าสู่ฤดูร้อนนั่นเอง

การเมืองไทยก็มีฤดูกาลต่าง ๆ ในอดีตในสมัยที่เรามีการรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้ง นักรัฐศาสตร์บางคนก็เรียกการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ว่า “วงจรอุบาทว์” ซึ่งเราก็ยังไม่มั่นใจว่าจะหมดไปจากประเทศไทยแล้วหรือไม่ มาถึงตอนนี้หลังยุค “คสช.ครองเมือง” ก็เชื่อกันว่าประเทศของเราน่าจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะมีการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในครั้งหลังนี้จะจากการยุบสภาแล้วให้มีเลือกตั้ง แต่นี่ก็คือกระบวนการที่เป็นไปตาม “วิถีประชาธิปไตย” โดยแท้

เราไม่เอารัฐประหาร ขณะเดียวกันเราก็ไม่เอา “ประชาธิปไตยที่ชั่วร้าย” ขอให้การเลือกตั้งเป็นประเพณีที่ดีของเราสืบเนื่องตลอดไป ตราบใดที่เรายังมีผู้นำแบบ “ท้าวกบิลพรหม” ที่รักษากติกาต่าง ๆ ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

เราคนไทยก็ช่วยกันรักษาประชาธิปไตยให้มั่นคง เมื่อใดที่ท้าวกบิลพรหมทำไม่ดี ก็ช่วยกัน “เรียกร้อง” ให้เอาไปตัดหัวเสีย “สงกรานต์การเมือง” ก็จะสืบเนื่องมั่นคงตลอดไป

#สงกรานต์การเมือง #อนุทิน2 #รัฐบาลอนุทิน #การเมืองไทย2569 #วิกฤตน้ำมัน #อภิปรายสภา #ข่าวการเมือง #วิเคราะห์การเมือง #การเมืองร้อน #เกมอำนาจ #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...