โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รามคำแหง 53 การปกป้องศรัทธาสู่คำถามเรื่องศาลเตี้ย สิทธิ การลบตัวตนของ LGBTQ+ มุสลิม

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

จากกรณีความขัดแย้งในซอยรามคำแหง 53 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเริ่มต้นจากการเผยแพร่เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีลักษณะล้อเลียน บิดเบือน และแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อศาสนาอิสลาม จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ศรัทธาจำนวนมาก และนำไปสู่การรวมตัวของมวลชนเพื่อกดดันผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายไปสู่การละเมิดสิทธิในร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียกร้องคำขอโทษ หากแต่ค่อยๆ พัฒนาไปสู่การลงโทษในที่สาธารณะ ท่ามกลางเสียงตะโกน แรงกดดันจากฝูงชน และการถ่ายทอดสดต่อหน้าคนจำนวนมาก

หลายคนตั้งคำถามว่า แม้การกระทำของเจ้าตัวจะไม่เหมาะสมและสร้างความไม่พอใจต่อผู้ศรัทธาในศาสนา แต่การกดดันกันด้วยมวลชนจำนวนมาก การบังคับให้ตบหน้าตัวเอง โกนผม หรือย้ำถามเรื่องความยินยอม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้จริงนั้น เข้าข่ายการคุกคามและละเมิดสิทธิหรือไม่ และเส้นแบ่งระหว่างการเรียกร้องความรับผิดชอบกับการใช้ความรุนแรงโดยสังคมอยู่ตรงไหน

เกิดอะไรขึ้นที่รามฯ 53

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายในซอยรามคำแหง 53 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง หลังมีชาวมุสลิม LGBTQIA+ รายหนึ่งสวมฮิญาบไลฟ์สดผ่าน TikTok ในลักษณะที่ถูกมองว่า เป็นการล้อเลียนและดูหมิ่นคัมภีร์อัลกุรอาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องข้อห้ามเกี่ยวกับการแต่งกายของกะเทยในศาสนาอิสลาม รวมถึงมีบางช่วงที่ดัดแปลงถ้อยคำในคัมภีร์ และนำอัลกุรอานไปวางในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชมจำนวนมาก

ระหว่างไลฟ์ มีคนเข้าไปเตือนให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว แต่เจ้าตัวกลับตอบโต้ในลักษณะท้าทายให้มาเจอกันต่อหน้า ส่งผลให้ชาวไทยมุสลิมจำนวนมากมารวมตัวกันที่บริเวณซอยรามคำแหง 53 เพื่อเรียกร้องให้เจ้าตัวออกมารับผิดชอบและกล่าวขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อมีการพูดคุยกันในพื้นที่ บรรยากาศก็เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงตะโกนจากมวลชนจำนวนมาก จนตำรวจ สน.วังทองหลาง ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์และพาตัวคู่กรณีออกจากจุดเกิดเหตุเพื่อป้องกันความรุนแรง

ต่อมา กลุ่มชาวมุสลิมบางส่วนเดินทางไปยัง สน.วังทองหลาง เพื่อร่วมเจรจากับเจ้าตัว โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ ให้โกนผม ให้กล่าวกะลิมะฮ์ชะฮาดะห์ หรือปฏิญาณตนใหม่ตามหลักศาสนาอิสลาม และให้โพสต์ข้อความขอโทษชาวมุสลิมผ่าน Facebook ส่วนตัว

ระหว่างนั้น มีเสียงเรียกร้องจากบางส่วนให้เจ้าตัวแสดงความสำนึกผิดมากกว่านี้ เช่น ให้ตบหน้าตัวเองต่อหน้าคนจำนวนมาก ซึ่งเจ้าตัวยอมทำตาม ต่อมามีข้อเสนอให้โกนหัวเพื่อไถ่โทษ โดยช่วงแรกทีมงานย้ำว่า เป็นเรื่องของความสมัครใจ จะโกนหรือไม่ก็ได้ เจ้าตัวจึงลังเลและเคยเปลี่ยนใจว่าจะไม่โกน แต่เมื่อมวลชนเริ่มไม่พอใจอีกครั้ง สุดท้ายจึงตัดสินใจโกนหัวต่อหน้าคนในพื้นที่

หลังโกนผมเสร็จ เจ้าตัวขึ้นยืนบนเก้าอี้เพื่อกล่าวขอโทษอีกครั้ง ก่อนที่ตำรวจและทีมงานจะพยายามพาตัวออกจากพื้นที่ ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากที่กรูเข้ามาจนเกิดความชุลมุนเล็กน้อย สุดท้ายตำรวจสามารถนำตัวออกไปได้อย่างปลอดภัย เหตุการณ์จึงค่อยๆ คลี่คลายลง

อย่างไรก็ตาม หลังคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ออกไปก็เกิดกระแสวิจารณ์อีกด้านบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะต่อพฤติกรรมของมวลชนบางส่วนที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและมีลักษณะคุกคาม เช่น การเรียกร้องให้ทำร้ายร่างกายอย่างการตบหน้าทีละคน ตัดอวัยวะเพศ หรือบังคับให้เลิกเป็นกะเทย

คำถามเรื่องศาลเตี้ย

แม้จุดเริ่มต้นของเรื่องคือ การไลฟ์สดล้อเลียนและดัดแปลงบทสวดจากคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทบความรู้สึกของชาวมุสลิม การแสดงออกในลักษณะเยาะเย้ยความศรัทธาของผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อแก้ตัวว่า ทำไปเพราะความสนุกหรืออารมณ์ชั่ววูบ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามเช่นกัน

เมื่อการรวมตัวค่อยๆ พัฒนาไปสู่การกดดันให้มีการลงโทษในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการตบหน้าตัวเอง การโกนผม หรือการประจานต่อหน้ามวลชนจำนวนมาก เรื่องนี้ก็ไม่อาจถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่ชอบธรรมได้ เพราะแม้ความโกรธจะเกิดขึ้นจากความรู้สึกศรัทธาที่ถูกละเมิด แต่ศาสนาเองก็ไม่ได้มอบอำนาจให้มวลชนทำหน้าที่เป็นศาล หรือใช้อารมณ์แทนกระบวนการยุติธรรม

หลายคนจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีองค์กรหรือกลไกที่มีความชอบธรรมเข้ามาจัดการตั้งแต่ต้น เพื่อให้เรื่องอยู่ในกระบวนการพูดคุย ไกล่เกลี่ย และรับผิดชอบอย่างเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้การตัดสินเกิดขึ้นท่ามกลางมวลชนจำนวนมาก

สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์เรื่องจุดยืนต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และการปฏิเสธการใช้กฎหมู่ กรณีเหตุการณ์ซอยรามคำแหง 53 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม โดยระบุว่า สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยติดตามสถานการณ์ดังกล่าวด้วยความห่วงใย และขอแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้

ประการแรก สมาคมฯ เห็นว่า การเคารพต่อความเชื่อ ศาสนา และศรัทธาของผู้อื่น เป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยและสังคมพหุวัฒนธรรม การนำข้อความ บทสวด หรือสัญลักษณ์ทางศาสนามาล้อเลียน บิดเบือน หรือใช้ในลักษณะที่สร้างความดูหมิ่น ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและศักดิ์ศรีของผู้ศรัทธาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนควรตระหนักถึงเสรีภาพที่มาพร้อมความรับผิดชอบ และหลีกเลี่ยงการกระทำที่สร้างความเกลียดชังหรือความแตกแยกในสังคม

ประการที่ 2 แม้ความไม่พอใจหรือความเจ็บปวดจากการถูกละเมิดศรัทธาจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่สมาคมฯ ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า การใช้มวลชนกดดัน ข่มขู่ คุกคาม หรือกระทำการลงโทษต่อบุคคลใดด้วยตนเอง ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ล้วนเป็นการใช้กฎหมู่หรือศาลเตี้ย ซึ่งไม่อาจยอมรับได้ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน การพิจารณาความผิดและการดำเนินการใดๆ ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายของประเทศเท่านั้น

ประการที่ 3 สมาคมฯ ขอเน้นย้ำว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ควรถูกนำไปสร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มบุคคลใด ไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งศาสนา เพศสภาพ หรืออัตลักษณ์ใดๆ เพราะการเหมารวมและการปลุกปั่นความขัดแย้งจะยิ่งทำให้สังคมไทยถอยห่างจากหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ความหลากหลายทางศาสนาและความหลากหลายทางเพศ สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สติ ยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และร่วมกันยืนยันหลักการสำคัญว่า ความขัดแย้งในสังคมต้องได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุย การเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่ผ่านความรุนแรงหรือแรงกดดันจากมวลชน เพื่อให้สังคมไทยยังคงเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และเท่าเทียม ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

ด้าน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความ Facebook ถึงประเด็นดังกล่าวว่า อยากฟังความเห็นของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะผู้กำกับดูแลองค์กรและสถาบันทางศาสนา รวมถึงสำนักจุฬาราชมนตรี ผู้นำศาสนาอิสลาม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่อกรณีการตั้งกลุ่มในนามผู้พิทักษ์ศาสนา เพื่อดำเนินการต่อบุคคลที่เห็นว่ากระทำหมิ่นศาสนา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความท้าทายต่อแนวทางสันติวิธีที่เป็นหลักการสำคัญของศาสนาอิสลาม ที่ยืนยันหลักความยุติธรรมและความเมตตา ซึ่งแม้กลุ่มผู้กระทำจะพยายามกดดันให้ผู้ถูกกระทำพูดซ้ำๆ ว่า เป็นความสมัครใจ แต่ภาพที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสดหรือการลงโทษด้วยการกล้อนผม ผู้ที่ดูอาจเกิดคำถามว่า เป็นความยินยอมโดยสมัครใจ หรือจำยอมกันแน่

กรณีนี้หากปล่อยให้ผ่านเลยไป โดยผู้เกี่ยวข้องไม่ได้พิจารณาแนวทางป้องกัน ก็อาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย หรือเจตนารมณ์ของหลักศาสนา เหมือนที่เคยมีกลุ่มบุคคลใช้กำลังปราบปรามแรงงานข้ามชาติที่เห็นว่ากระทำผิด ความท้าทายที่สำคัญอีกประการคือ หากมีคนต่างศาสนิกที่หมิ่นศาสนา จะสามารถใช้ปฏิบัติการเดียวกันเช่นนี้ได้หรือไม่ ซึ่งความท้าทายต่างๆ นี้ ท้ายที่สุด ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) หรือความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ซึ่งความขัดแย้งทางศาสนาถือเป็นความอ่อนไหวและเปราะบางที่สุด และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ยากจะยุติ

การลงโทษสู่การลบตัวตน

ระหว่างการเรียกร้องให้ขอโทษในเหตุการณ์ที่รามคำแหง 53 มีหลายช่วงที่สถานการณ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิจารณ์การกระทำเรื่องการล้อเลียนศาสนา แต่เริ่มลุกลามไปสู่การโจมตีตัวตนของผู้ถูกกล่าวหาในฐานะคนข้ามเพศด้วย มีทั้งคำพูดเหยียดเพศ การเรียกร้องให้เลิกเป็นกะเทยและตัดอวัยวะเพศ ไปจนถึงการใช้ร่างกายของเขาเป็นพื้นที่ลงโทษเพื่อระบายความโกรธของสังคม สิ่งนี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดเรื่อง การลบตัวตน (Epistemic Erasure) หรือการที่สังคมพยายามลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่ง ทำให้ตัวตนและอัตลักษณ์ของเขาถูกมองว่า ไม่มีคุณค่าหรือควรถูกทำลาย เพื่อให้กลับไปอยู่ในกรอบที่สังคมยอมรับ

โดยเฉพาะกรณีการโกนหัว หลายคนอาจมองว่า เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการสำนึกผิด แต่สำหรับคนข้ามเพศจำนวนมาก ผมยาวไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม หากเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกทางเพศและตัวตน การถูกกดดันให้โกนหัวต่อหน้าคนจำนวนมากจึงไม่ใช่แค่การลงโทษทั่วไป แต่เป็นการควบคุมร่างกายและลดทอนศักดิ์ศรี

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ คำถามเรื่องความยินยอม แม้ในเหตุการณ์จะมีการถามความสมัครใจ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่มีคนจำนวนมากล้อมอยู่ มีเสียงตะโกนกดดัน และมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยจริง การตอบว่า ‘ยอม’ อาจไม่ได้หมายถึงความสมัครใจอย่างแท้จริง แต่อาจเป็นการยอมเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ถือเป็นการบีบบังคับทางสังคม ที่ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากการทำร้ายร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงกดดันของคนหมู่มากที่ทำให้อีกฝ่ายไม่มีทางเลือก

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากคือ บทบาทของรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในคืนเกิดเหตุ ตำรวจอยู่ในพื้นที่ แต่กลับทำหน้าที่คล้าย ‘คนกลาง’ มากกว่าจะปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของผู้ถูกกดดัน ทั้งที่การบังคับให้คนคนหนึ่งตบหน้าตัวเองหรือโกนหัวต่อหน้าสาธารณะ อาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิในร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อรัฐเพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ความรุนแรงก็จะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดพื้นที่ให้ศีลธรรมของคนหมู่มากอยู่เหนือกฎหมาย

เราจะปกป้องทั้งเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความศรัทธาไปพร้อมกันได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธกลายเป็นใบอนุญาตในการใช้ความรุนแรงอีกต่อไป

อ้างอิง

https://www.facebook.com/share/p/17YRgx3DyW/

https://www.facebook.com/share/p/17UXZZeZcT/

https://www.facebook.com/share/p/1B66YE4vTx/

https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1183682

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...