“จีน-สหรัฐ” เปิดฉากเจรจาที่เกาหลีใต้รอบสุดท้าย ก่อนประชุมสี จิ้นผิง-ทรัมป์
"จีน-สหรัฐ" เปิดฉากเจรจาที่เกาหลีใต้รอบสุดท้าย ก่อนประชุมสี จิ้นผิง-ทรัมป์ ท่ามกลางความหวังต่ออายุพักรบทางการค้า รวมถึงถกข้อพิพาทด้านภาษี เทคโนโลยี และแร่หายาก
วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.14 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ตัวแทนการค้าจากจีนและสหรัฐเข้าหารือกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันพุธ เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก
สื่อทางการจีนรายงานว่าเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเดินทางถึงกรุงโซลตั้งแต่วันอังคาร พร้อมกับหลี่ เฉิงกัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ได้พบกับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่สนามบินอินชอนในช่วงบ่าย
ด้าน Bessent เดินทางมาจากญี่ปุ่น หลังเข้าพบซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อวันอังคาร และมีกำหนดเดินทางต่อไปยังจีนภายในวันเดียวกัน ขณะที่ทรัมป์มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในช่วงค่ำวันพุธ ก่อนเข้าหารือทวิภาคีกับสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีและศุกร์ ซึ่งจะถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐ ในรอบเกือบ 9 ปี
เกาหลีใต้ยังเป็นสถานที่จัดการพบกันครั้งล่าสุดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงระงับมาตรการภาษีเพิ่มเติมและข้อจำกัดด้านการส่งออกเป็นเวลา 1 ปี โดยตลาดกำลังจับตาว่าข้อตกลงพักรบทางการค้าดังกล่าวจะได้รับการต่ออายุหรือไม่ รวมถึงแนวทางใหม่ในการบริหารความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ
เจ้าหน้าที่สหรัฐ ยังเสนอแนวคิดจัดตั้ง “คณะกรรมการการค้า” (board of trade) เพื่อกำหนดกรอบบริหารความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แม้รายละเอียดจะยังไม่ชัดเจน
สำหรับจีน การรักษาเสถียรภาพด้านการค้ากับสหรัฐถือเป็นภารกิจสำคัญ ขณะที่รัฐบาลเร่งผลักดันการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ซึ่งถูกกำหนดเป็นเป้าหมายหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีถึงปี 2573 อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การจำกัดผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้สัดส่วนการค้าตรงกับสหรัฐจะลดลงก็ตาม
ด้านทรัมป์อาจได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองในประเทศ หากจีนยอมเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร เครื่องบิน และพลังงานจากสหรัฐ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การดำเนินการจริงยังเป็นคำถามสำคัญ เพราะในสมัยแรกของทรัมป์ จีนเคยไม่สามารถทำตามคำมั่นที่จะเพิ่มการซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐ มูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ได้ครบถ้วน ตามการประเมินของ Peterson Institute for International Economics
สหรัฐยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก (rare earths) หลังมาตรการควบคุมการส่งออกของจีนสร้างผลกระทบต่อการผลิตทั่วโลก และกระตุ้นให้วอชิงตันเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือก
Jacob Gunter หัวหน้าโครงการด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของ Mercator Institute for China Studies กล่าวว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม สงครามอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ และอาจทำให้การเจรจาไม่สามารถสร้างความคืบหน้าครั้งใหญ่ได้
แม้อยู่ในช่วงพักรบทางการค้า แต่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐยังได้เปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เมื่อเดือน มี.ค. ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นภาษีใหม่ต่อจีนและประเทศอื่น ๆ โดยอ้างเหตุผลเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรม การใช้แรงงานบังคับ และปัญหากำลังการผลิตล้นตลาด
ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการเปิดการสอบสวนมาตรการของสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่ารบกวนห่วงโซ่อุปทานโลกและขัดขวางการค้าสินค้าสีเขียว
Jacob Gunter มองว่า แม้ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจบางส่วนได้ แต่ก็อาจไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสองประเทศ
“ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพราะทั้งสองประเทศมีโมเดลเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างพื้นฐาน และความแตกต่างนั้นกำลังยิ่งขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ” เขากล่าว
อ้างอิง : asia.nikkei.com