โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำรัฐประหาร ก้าวสู่ประธานาธิบดีเมียนมา

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ที่มาภาพ:https://eng.mizzima.com/2026/04/01/32732

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาโดยกองทัพและรัฐสภาแห่งสหภาพที่ครอบงำโดยพรรคตัวแทนของกองทัพ ซึ่งถือเป็นการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของรัฐอย่างเป็นทางการของผู้ที่ถูกกล่าวหามาอย่างยาวนานว่าก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

เมื่อวันศุกร์ (3 เมษายน 2569) รัฐสภา (Pyidaungsu Hluttaw) เมียนมาได้ประชุมเพื่อเลือกประธานาธิบดี ซึ่งปรากฎว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย สามารถคว้าคะแนนเสียงได้มากที่สุดในบรรดาผู้เสนอชื่อทั้งสามราย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด เนื่องจากระบอบทหารเป็นผู้ควบคุมกระบวนการทั้งหมด

อดีตพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างการประชุมรัฐสภาแห่งสหภาพ ณ กรุงเนปีดอ โดยได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 429 คะแนน ภายหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยกองทัพซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การบริหารประเทศโดยรัฐบาลกึ่งพลเรือนภายใต้การบงการของกองทัพอย่างเป็นทางการ ในวาระครบรอบ 5 ปีหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2564 ที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของ ออง ซาน ซูจี ซึ่งยังคงถูกจำคุกมานับตั้งแต่นั้น

คณะรัฐบาลชุดใหม่นี้ประกอบด้วย อดีตพลเอก ญอ ซอ ในตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 ซึ่งได้รับคะแนนเสียง 126 คะแนนจากกลุ่มตัวแทนฝ่ายกองทัพ และ นาน นี นี เอ ในตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 29 คะแนน

ญอ ซอ (Nyo Saw) เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพและเป็นคนสนิทที่ภักดีมาอย่างยาวนาน ขณะที่ นาน นี นี เอ (Nan Ni Ni Aye) ประธานพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (State chair of the military-backed Union Solidarity and Development Party:USDP) สาขารัฐกะเหรี่ยง เป็นพรรคที่กองทัพหนุนหลัง

มิน ออง หล่าย ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในขณะที่กำลังเตรียมตัวเริ่มวาระที่สอง การปกครองของ มิน อ่อง หล่าย ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ความดำเนินการอย่างโหดเหี้ยมของเขาในการปราบปรามกลุ่มต่อต้านด้วยอาวุธทั่วประเทศที่ลุกขึ้นสู้กับเผด็จการทหาร ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 3 ล้านคน และการบริหารงานที่ผิดพลาดของระบอบการปกครองนี้ยังทำให้อัตราความยากจนพุ่งสูงถึงร้อยละ 31 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง

มิน อ่อง หล่าย ซึ่งไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง ได้วางแผนกรุยทางสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีผ่านกระบวนการที่เหล่านักสังเกตการณ์เรียกว่า “การเลือกตั้งจอมปลอม” และตามมาด้วยการเรียกประชุมสภานิติบัญญัติในเวลาต่อมา

การก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาของ มิน อ่อง หล่าย ได้มีการเตรียมการมาเป็นลำดับ โดยมิน อ่อง หล่ายได้รับการลงคะแนนเสียงจากทั้ง สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) และวุฒิสภา หรือสภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) ให้เป็นรองประธานาธิบดีในการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในสภาผู้แทนราษฎร พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ได้รับคะแนนเสียง 247 คะแนน ขณะที่ ดร. จ่อ ส่วย ได้รับ 10 คะแนน จากจำนวนผู้ลงคะแนนทั้งหมด 260 ราย โดยมีบัตรเสียจำนวน 3 คะแนน ส่วนในในการลงคะแนนเสียงของสภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) นาน นี นี เอ เป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนนเสียง 117 คะแนน โดยเอาชนะมานัม ตู จา ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 38 คะแนน

ก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีที่ประชุมรัฐสภาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้านร่างกฎหมาย (Joint Bill Committee), คณะกรรมาธิการร่วมด้านบัญชีสาธารณะ (Joint Public Accounts Committee) และคณะกรรมาธิการตรวจสอบตัวแทนรัฐสภา (Hluttaw Representative Scrutiny Committee) ในการประชุมวันที่สองของสมัยประชุมสามัญครั้งแรกของรัฐสภาแห่งสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw) ชุดที่ 3 โดยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการนี้จะมีการขออนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภาแห่งสหภาพ

การประชุมวันที่สองของสมัยประชุมสามัญครั้งแรกของรัฐสภาแห่งสหภาพชุดที่ 3 จัดขึ้น ณ ห้องประชุมรัฐสภาแห่งสหภาพ ภายในอาคารรัฐสภา กรุงเนปีดอ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 เมษายน 2569 โดยอู อ่อง ลิน ดวย (U Aung Lin Dwe) ประธานรัฐสภาแห่งสหภาพ ระบุว่า มีตัวแทนรัฐสภาเข้าร่วมการประชุมวันที่สองจำนวน 584 ราย จากทั้งหมด 586 ราย ซึ่งจำนวนตัวแทนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมนั้นเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนตัวแทนทั้งหมด ประธานในที่ประชุมจึงประกาศว่าครบองค์ประชุมและเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ

ต่อมา ประธานรัฐสภาแห่งสหภาพประกาศว่า คณะองค์กรผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential Electoral College) ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนรัฐสภาแห่งสหภาพทั้งหมด ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี กลุ่มตัวแทนจากสภาที่เกี่ยวข้อง จะลงคะแนนเสียงเพื่อ 1 ใน 3 ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยการเลือกตั้งและการเสนอชื่อนี้จะมีขึ้นในวันที่ 3 เมษายน

นอกจากนี้ ประธานรัฐสภาแห่งสหภาพยังได้ชี้แจงขั้นตอนการเลือกตั้งและเสนอชื่อประธานาธิบดีที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 เมษายน ซึ่งรวมถึงวิธีการลงคะแนน รูปแบบของบัตรเลือกตั้ง และการระบุว่าคะแนนใดถือเป็นบัตรเสีย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งและเสนอชื่อประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

lสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในการประชุมวันที่ 3 เมษายน ประธานรัฐสภาแห่งสหภาพได้อ่านรายงานของคณะทีมงานตรวจสอบ ซึ่งยืนยันว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมีจำนวน 3 ราย ที่คัดเลือกและเสนอโดยตัวแทนรัฐสภาทั้ง 3 กลุ่มตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีนั้น มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี

รายชื่อรองประธานาธิบดีที่ผ่านการตรวจสอบและนำเสนอโดยคณะทีมงานตรวจสอบ ได้แก่ พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย, นาน นี นี เอ จากเขตเลือกตั้งที่ 1 รัฐกะเหรี่ยง (ระบบบัญชีรายชื่อ) และอู ญอ ซอ จากเขตเลือกตั้งโกโก้จี้น (Cocokyun)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) รวมถึงสมาชิกของคณะองค์กรผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี ลงคะแนนเสียงลับในการเลือกรองประธานาธิบดี เมียนมา วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่มาภาพ:https://www.gnlm.com.mm/pyithu-hluttaw-elects-senior-general-min-aung-hlaing-as-vice-president/

ในที่สุด 5 ปีให้หลังจากที่ทำการรัฐประหาร มิน อ่อง หล่าย ก็สามารถคว้าตำแหน่งประธานาธิบดีที่เฝ้าปรารถนามาอย่างยาวนานได้สำเร็จ

นักวิเคราะห์ทางการเมืองผู้คร่ำหวอดในวงการรายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวอิรวดี (The Irrawaddy) ว่า ตำแหน่งใหม่นี้ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์จริงในพื้นที่เลยแม้แต่น้อย

“จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเกิดขึ้น เขาแค่กำลังเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่เพื่อให้ [การปกครองของเขา] ดูดีขึ้นเท่านั้น” นักวิเคราะห์กล่าว และเสริมอีกว่า “กองทัพยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา และเขาจะยังคงพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน รัสเซีย และเบลารุสต่อไป” ซึ่งเป็นการอ้างถึงพันธมิตรหลักของ มิน ออง หล่าย

สิ่งที่ต่างจากอดีตผู้นำเผด็จการทหารอย่าง ซอ หม่อง และ ตาน ฉ่วย ที่ไม่ได้พยายามแสวงหาตำแหน่งประธานาธิบดี คือความทะเยอทะยานที่ต้องการจะครองเก้าอี้นี้ของ มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นความลับที่รู้กันโดยทั่วไปมานานหลายปีแล้ว

หลังจากที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy:NLD) ภายใต้การนำของ ออง ซาน ซูจี คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายทั้งในปี 2558 และ 2563 มิน อ่อง หล่าย ได้กล่าวอ้างอันเป็นเท็จว่าการเลือกตั้งครั้งหลังมีการทุจริต และใช้ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเหตุผลในการทำรัฐประหาร ในขณะนั้นเขายืนกรานว่าไม่ใช่การยึดอำนาจ แต่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นภายใต้ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ตามรัฐธรรมนูญ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาในครั้งนี้จึงเผยให้เห็นว่าข้ออ้างเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องลวงโลก และเปิดเผยเจตนาที่แท้จริงของเขาออกมา

ภายหลังการยึดอำนาจของกองทัพ ฝ่ายเผด็จการทหารได้ประกาศให้ผลการเลือกตั้งปี 2563 เป็นโมฆะ ยุบพรรค NLD และเข้าจับกุมประธานาธิบดี วิน มยิน ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ออง ซาน ซูจี สมาชิกคณะรัฐมนตรี รวมถึงนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยอีกหลายพันคน

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มิน อ่อง หล่าย ได้ควบคุมดูแลการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม ทั้งการโจมตีทางอากาศในวงกว้าง การสังหารหมู่ การจับกุมโดยพลการ รวมถึงการทรมานพลเรือนและกลุ่มต่อต้านอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐบาลตะวันตก และหน่วยงานของสหประชาชาติต่างกล่าวหาเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ขณะที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้ห้ามไม่ให้เขาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน เมื่อปีที่ผ่านมา ศาลในประเทศอาร์เจนตินาได้ออกหมายจับเขาในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ในขณะที่ศาลในติมอร์-เลสเตเพิ่งรับพิจารณาคดีที่กล่าวหาว่าเขาก่ออาชญากรรมสงครามด้วยเช่นกัน

เพื่อให้การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ ฝ่ายเผด็จการทหารได้จัดให้มีการเลือกตั้งที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวดและแบ่งเป็นระยะในช่วงเดือนธันวาคม 2568 และเดือนมกราคม 2569 โดยสั่งห้ามพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่เข้าร่วมการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปตามคาดที่พรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของกองทัพคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย

อย่างไรก็ตาม ขิ่น ยี ประธานพรรค USDP ผู้ชนะการเลือกตั้ง และคว้าที่นั่งส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งที่กีดกันพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กลับถูกกันออกไป และลดบทบาทให้ไปดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) แทน เพื่อให้ มิน อ่อง หล่าย สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของรัฐบาลด้วยตนเอง

แม้กระทั่งก่อนที่จะได้รับการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ผู้นำรัฐประหารรายนี้ก็ได้ใช้ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นที่ปฏิบัติงาน และรับรองอาคันตุกะต่างประเทศต่อหน้าสีหบัญชร (Lion Throne) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอธิปไตยที่ตามธรรมเนียมแล้วสงวนไว้สำหรับประมุขแห่งรัฐเท่านั้น นอกจากนี้ เขายังจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ที่มักเกี่ยวข้องกับกษัตริย์และประมุขของประเทศ เช่น การสร้างและเฉลิมฉลองเจดีย์ การมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การจัดพิธีสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่ และการเข้าร่วมพิธีกรรมทางโหราศาสตร์ ซึ่งความพยายามของเขาที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองเป็นผู้นำที่ชอบธรรมโดยสายเลือดนั้น กลับได้รับเพียงเสียงเยาะเย้ยถากถางจากสาธารณชนในวงกว้าง

ในช่วงไม่กี่วันก่อนการได้รับเลือกตั้ง เขาได้สละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้งให้พลเอก เย วิน อู (General Ye Win Oo) เข้าดำรงตำแหน่งแทน แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญจะระบุให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือเหล่าทัพทั้งหมด แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า มิน ออง หล่าย จะยังคงรักษาอำนาจในการควบคุมกองทัพไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ผ่านบารมีและอิทธิพลที่มีต่อทายาททางการทหารที่เขาเป็นผู้คัดเลือกมากับมือเอง

เรียบเรียงจาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...