โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พระมหาเถรคันฉ่อง" พระสงฆ์มอญ ได้รับสถาปนาเป็น "สมเด็จพระสังฆราช" จริงหรือ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 01.21 น.
“พระมหาเถรคันฉ่อง” แสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี ในภาพยนตร์ “ตํานานสมเด็จนเรศวรมหาราช” (ภาพจากคลิป “หลั่งทักษิโณทก : ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” จาก Youtube : Sahamongkolfilm International Co.,Ltd)

พระมหาเถรคันฉ่อง พระสงฆ์มอญ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช จริงหรือ?

“พระมหาเถรคันฉ่อง” พระสงฆ์มอญผู้มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือสมเด็จพระนเรศวร แห่งกรุงศรีอยุธยา บทบาทหนึ่งที่ทราบกันดี และปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์ “ตํานานสมเด็จนเรศวรมหาราช” (แสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี) คือ กรณี“พญาเกียรติ” และ“พญาราม” ที่นำไปสู่การประกาศอิสรภาพจากหงสาวดี

ในพงศาวดารฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ สรุปได้ว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงยกกองทัพไปถึงเมืองแครง แต่เจ้าเมืองแครงให้ปลัดเมืองออกมาทูลว่า ขอเชิญเสด็จพักไพร่พลอยู่นอกเมืองแครงก่อน สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงให้พักทัพอยู่ใกล้พระอารามของพระมหาเถรคันฉ่อง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีคิดแผนการที่จะกำจัดสมเด็จพระนเรศวร จึงส่งพญาเกียรติและพญารามไปดำเนินแผนการ แต่ขุนนางมอญทั้งสองแจ้งความซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดทำการทั้งปวงนั้นให้พระมหาเถรคันฉ่องทราบทุกประการ พระมหาเถรคันฉ่องคิดว่าสมเด็จพระนเรศวรหาความผิดมิได้ ค่ำนั้นจึงนำความไปกราบทูลให้ทรงทราบ

กระทั่งนำไปสู่การประกาศอิสรภาพจากหงสาวดี

พงศาวดารกล่าวต่อไปว่า“ครั้น ณ วันศุกร์ แรม2 ค่ำ เดือน6 เพลา11 ทุ่ม ให้เอาพระคชาธารเข้าเทียบเกย ทอดพระเนตรเห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จปาฏิหาริย์แต่ประจิมทิศผ่านพระคชาธารไปโดยบุรพทิศ จึงเสด็จพยุหยาตราทัพออกจากเมืองแครง พระมหาเถรคันฉ่องพญาพระรามพญาเกียรติแลญาติโยมก็มาโดยเสด็จ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวงก็แยกย้ายกันตีครัวต้อนครัวรายทางมาได้ประมาณหมื่นเศษ…**

สมเด็จพระราชบิดากับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าตรัสดำริการกันเสร็จแล้ว จึงโปรดให้พระมหาเถรคันฉ่องอยู่วัดพระมหาธาตุ พระราชทานสัปทนกันชิงคานหามคนหามจันหันนิตยภัตร เครื่องสมณบริขารต่าง ๆ ฝ่ายพญาเกียรติพญาพระรามนั้น ก็พระราชทานเจียดทอง เต้าน้ำทอง กระบี่บั้งทอง เงินตรา เสื้อผ้าพรรณนุ่งห่มแลเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมาก แลครอบครัวมอญซึ่งกวาดลงมานั้น ก็พระราชทานให้พญาพระรามพญาเกียรติควบคุมว่ากล่าวด้วย แลพญาพระรามพญาเกียรตินั้นให้อยู่ตำบลบ้านหลังวัดนก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็กราบถวายบังคมลากลับมายังเมืองพระพิษณุโลก…”

ต่อมา พระมหาเถรคันฉ่องได้รับสถาปนาเป็น “สมเด็จพระอริยวงศญาณ ปริยัติวรา สังฆราชาธิบดี ศรีสมณุตมาปริณายก ติปีฎกธราจารย์ สฤษติขัติยสารสุนทร มหาคณฤศรอุดรวามคณะสังฆาราม คามวาสี…”

อย่างไรก็ตาม การสถาปนาพระมหาเถรคันฉ่องเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น เรื่องนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6) ทรงมีพระวินิจฉัยว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงตามที่พงศาวดารบันทึกไว้ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงยกมาอ้างไว้ในพระนิพนธ์ของพระองค์ เรื่องตำนานคณะสงฆ์ ดังนี้

“ข้อนี้ ข้าพเจ้าได้กราบทูลหารือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีรับสั่งว่าทรงพิจารณาดูเห็นเหตุหลายประการ ซึ่งทรงพระดำริว่า ความจริงจะไม่เป็นอย่างที่กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดาร เพราะพระมหาเถรคันฉ่องนั้นเป็นมอญนอกซึ่งพูดไทยไม่ได้ และไม่รู้จักขนบธรรมเนียมไทย ถึงจะมีอุปการแก่สมเด็จพระนเรศวรสักเพียงไร ซึ่งว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชจะทรงตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานแก่สงฆ์บริษัททั่วไป หรือแม้จะเป็นเพียงเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ ก็จะบังคับบัญชาการไม่ได้ ไม่ต้องป่วยกล่าวไปถึงว่าอาจจะเป็นเหตุฝ่าฝืนความนิยมของพระสงฆ์ไทยทั่วไป…

ทรงพระดำริห์เห็นว่า นามสมเด็จพระอริยวงศญาณนี้ พิจารณาโดยทางภาษาเห็นเป็นนามใหม่ น่าจะพึ่งมีในชั้นหลังลงมา ไม่ถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ข้อที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงตั้งพระมหาเถรคันฉ่องเป็นพระราชาคณะนั้นเชื่อได้ว่าเป็นความจริงเป็นแน่ แต่อย่างสูงก็เห็นจะเป็นเพียงเจ้าคณะมอญ อย่างพระสุเมธาจารย์ ไม่กว่านั้น จะเป็นเพราะเหตุที่ปรากฏว่า โปรดให้ไปอยู่วัดมหาธาตุ วัดมหาธาตุเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช จึงพาให้เข้าใจไปว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงตั้งพระมหาเถรคันฉ่องเป็นสมเด็จพระสังฆราชว่าคณะเหนือ**

ข้าพเจ้าเห็นว่า พระกระแสดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ทรงในเรื่องนี้ ประกอบด้วยหลักฐานสมเหตุผล ความจริงเห็นจะเป็นเช่นทรงพระดำริ และยังเห็นต่อไปว่า ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า แบ่งคณะสงฆ์เป็นคณะเหนือ คณะใต้ เมื่อครั้งพระมหาเถรคันฉ่องเข้ามานั้น ดูท่าจะผิดอีก ด้วยทำเนียบสมณศักดิ์กรุงเก่า แม้ในชั้นหลังทีเดียวยังเรียกคณะคามวาสี อรัญวาสี มิได้เรียกว่า คณะเหนือ คณะใต้ ที่มาจัดเป็นคณะเหนือคณะใต้บางทีจะมีเค้ามูลมาแต่กรุงเก่า แต่น่าจะมาเรียกกันในชั้นกรุงธนบุรี หรือกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง…”

สรุปแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาคงจะสถาปนาหรือแต่งตั้งพระมหาเถรคันฉ่องให้มีสิทธิ์และศักดิ์สูงขึ้น แต่มิได้สถาปนาเป็นถึงสมเด็จพระสังฆราช อาจแต่งตั้งให้ดูแลคณะสงฆ์มอญในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งอพยพและกวาดต้อนเข้ามามากในสมัยนั้น และด้วยเหตุที่โปรดเกล้าฯ ให้ไปพำนักที่วัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช จึงอาจเข้าใจคลาดไปว่าพระมหาเถรคันฉ่องได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) เล่ม1. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2504.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ตำนานคณะสงฆ์, พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูพินิจสมาจาร (หลวงพ่อโด่) ณ เมรุวัดนามะตูม อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี วันที่ 16 มีนาคม 2518. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ พ. พิทยาคาร, 2518.

พระครูปลัดสัมพิพัฑฒญาณาจารย์ (บุญช่วย). คณะสงฆ์รามัญในประเทศไทย, อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พระวินัยมุนี (ทองใบ อาภากโร) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 20 พฤษภาคม 2522. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดกิตติวรรณ, 2522.

มอญที่เกี่ยวกับไทย, พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูบวรธรรมกิจ (หลวงปู่เทียน) ณ เมรุวัดโบสถ์ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี วันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2512. พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2512.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มีนาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พระมหาเถรคันฉ่อง” พระสงฆ์มอญ ได้รับสถาปนาเป็น “สมเด็จพระสังฆราช” จริงหรือ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...