โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมคณะราษฎร “ปลื้ม” พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 ก.ย 2565 เวลา 04.40 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2565 เวลา 04.37 น.
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา

หากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภากับกลุ่มคณะราษฎร ก็จะพบมิติความสัมพันธ์เชิงบุคคลระหว่างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภากับสมาชิกคณะราษฎรบางคนที่มีความสนิทสนมกันตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาเป็นพระโอรสใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ หลังทรงสำเร็จการศึกษาแล้วก็ทรงกลับมารับราชการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย และเป็นพระอาจารย์พิเศษสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างนี้เอง พระองค์ได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสและชีวประวัติของนโปเลียนเป็นภาษาไทยใน พ.ศ. 2477 เพื่อใช้เป็นตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่สนับสนุนและกระตุ้นให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสคือ ปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในแกนนำของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง [1]

ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา กับปรีดี พนมยงค์ เริ่มต้นที่ราชบัณฑิตยสภาซึ่งก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2470 โดยทั้งคู่ต่างเป็นสมาชิกของราชบัณฑิตสภา ด้วยความที่ต่างก็สนใจในเรื่องเกี่ยวกับฝรั่งเศส ทำให้ทั้งสองมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและต่างเคารพซึ่งกันและกันเป็นอย่างมาก โดยเมื่อพระองค์ทรงพระนิพนธ์หนังสือประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ทรงขอให้ปรีดีเขียนคำนำหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งปรีดีเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเขียนคำนำให้แก่หนังสือเล่มนี้ [2]

หนังสือดังกล่าวที่ทรงพระนิพนธ์ขึ้น มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ประวัติศาสตร์สมัยการปฏิวัตร์ฝรั่งเศส และสมัยนโปเลียน โบนาปารฺต ภาคที่ 1 โดยเนื้อหาในหนังสือได้ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่แท้จริงของการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นเกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นของชนชั้นนำฝรั่งเศสซึ่งไม่เคยต้องเสียภาษี ต่างจากสามัญชนที่ยากจนและอดอยากซึ่งต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงให้ข้อสรุปในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า ความสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศสคือชัยชนะของประชาชนเหนือระบอบเก่าและระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ [3] อาจกล่าวได้ว่า หนังสือประวัติศาสตร์สมัยการปฏิวัตร์ฝรั่งเศส และสมัยนโปเลียน โบนาปารฺต ภาคที่ 1 กำลังทำหน้าที่เล่าประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสในฐานะประวัติศาสตร์คู่ขนานการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยใน พ.ศ. 2475

หนังสือของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาซึ่งถูกใช้เป็นตำราในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ได้กลายเป็นประตูเปิดโลกอีกใบหนึ่งให้นิสิตที่เรียนได้เปรียบเทียบสภาพแวดล้อมทางการเมืองของไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองกับประเทศฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งยังช่วยให้นิสิตเข้าใจถึงความจำเป็นและความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475

ในด้านหนึ่งแล้ว หนังสือประวัติศาสตร์สมัยการปฏิวัตร์ฝรั่งเศส และสมัยนโปเลียน โบนาปารฺต ภาคที่ 1 ได้ทำหน้าที่กระจายความรู้ประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสให้แก่ประชาชน ในอีกด้านหนึ่ง หนังสือเล่มนี้กำลังทำหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้แก่คณะราษฎรที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตย สิ่งนี้เองคือคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใดปรีดี พนมยงค์ จึงกระตุ้นให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ทรงพระนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส และเหตุใดพระองค์จึงทรงยินดีที่จะทรงพระนิพนธ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาก็ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเลือกที่จะเข้าข้างฝ่ายคณะราษฎร โดยในวันที่คณะราษฎรยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมในเวลานั้น ได้เรียกข้าราชการทั้งหมดในจังหวัดนครปฐมมาประชุมหารือ โดยมีข้อสรุปของการประชุมว่าพระองค์และข้าราชการจังหวัดนครปฐม ตัดสินใจสนับสนุนคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ [4]

การแสดงพระองค์อย่างชัดเจนครั้งนี้ ทำให้คณะราษฎรไว้วางใจพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภามากยิ่งขึ้น หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระองค์ก็ได้ย้ายไปทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง [5]

ในระหว่างที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนี้ได้เกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชขึ้น หลังจากพระองค์ทรงได้รับหนังสือเตือนจากรัฐบาลถึงเหตุการณ์กบฏพระองค์ทรงสั่งให้หน่วยความมั่นคงของจัดเตรียมการลาดตระเวนและจับทหารของกลุ่มกบฏ ซึ่งทรงคาดว่าจะมีทหารจำนวนมากหนีการจับกุมมาทางภูเก็ตเพื่อหลบหนีไปยังบริติชมาลายา (British Malaya) และทรงมีคำสั่งให้ตำรวจคอยลาดตระเวนตามชายแดนเพื่อป้องกันการช่วยเหลือกลุ่มกบฏจากชาวบริติชมาลายา [6]

การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่รวดเร็วของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภามีส่วนสำคัญในการช่วยให้รัฐบาลสามารถจับกุมและปราบปรามกองกำลังหลักกลุ่มกบฏที่หนีไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนบนได้อย่างเด็ดขาด โดยไม่ต้องพะวงกับสถานการณ์ทางภาคใต้

ในช่วงเวลาที่เกิดกบฏบวรเดชนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภายังทรงมีคำสั่งให้ตำรวจคอยอารักขาดูแลชาวต่างชาติและทรัพย์สินของคนเหล่านี้เป็นอย่างดี ด้วยพระองค์ทรงเกรงว่าหากเกิดผลกระทบใดๆ ขึ้นกับชาวต่างชาติเหล่านี้ อาจเป็นข้ออ้างให้ชาวต่างชาติแทรกแซงกิจการภายในของสยามเวลานั้นได้ [7] นอกจากนี้ยังทรงเรียกประชุมพ่อค้าชาวจีนและชาวตะวันตกที่อยู่ในภูเก็ต เพื่อทรงชี้ให้คนเหล่านี้ตระหนักว่าสถานการณ์กบฏที่เกิดขึ้นยังไม่มีอันตรายใดๆ ต่อพวกเขา และรัฐบาลก็มีความสามารถที่จะปราบปรามกลุ่มกบฏได้ พร้อมกันนี้พระองค์ยังทรงโน้มน้าวประชาชนในจังหวัดภูเก็ตไม่ให้วิตกกังวลต่อการกบฏครั้งนี้ และให้คำมั่นว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็วตก [8]

หลังจากเหตุการณ์สงบ รัฐบาลได้จัดให้มีการสร้าง “เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เพื่อมอบให้แก่ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และประชาชนที่มีส่วนร่วมในการปราบกบฏครั้งนี้ [9] พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเพียงพระองค์เดียวที่ได้รับประทานถวายเหรียญตราดังกล่าว และทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่คณะราษฎรไว้วางใจมากที่สุด

หลังจากกบฏบวรเดชสิ้นสุดลง รัฐบาลได้ตัดสินใจปลด ม.จ.วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ซึ่งเป็นราชเลขานุการในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวออกจากราชการ [10] ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง คณะราษฎรจึงตัดสินใจย้ายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา จากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมารับตำแหน่งราชเลขานุการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว [11] ขณะที่พระองค์มีพระชันษาเพียง 29 พรรษา อีกทั้งยังไม่เคยรับราชการใดๆ ในกระทรวงวังมาก่อนมา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คณะราษฎรเลือกแต่งตั้งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาในครั้งนั้น นอกจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณะราษฎรกับพระองค์แล้ว หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา หม่อมในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภายังเป็นนางพระกำนัลใน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

การเลือกพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา จึงน่าจะส่งผลดีต่อคณะราษฎรที่จะมีตัวกลางซึ่งได้รับความไว้ใจจากทั้ง 2 ฝ่ายทำหน้าที่ช่วยประสานงานระหว่างคณะราษฎรกับรัชกาลที่ 7 คณะราษฎรย่อมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาจะไม่หันกลับไปสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อต่อต้านพวกเขาดังเช่นพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ

ดูเหมือนว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาจะเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่คณะราษฎรรวมทั้งพระยาพหลพลพยุหเสนาและจอมพล ป. ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงขึ้นครองราชสมบัติขณะที่พระองค์ยังทรงไม่บรรลุนิติภาวะ รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้ตัดสินใจเลือก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และสมาชิกอีก 2 ท่านคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา [12] ซึ่งมีพระชันษาเพียง 31 พรรษาขณะที่รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ระยะเวลา 5 เดือนหลังจากที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตรนต์ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระองค์ก็ทรงปลงพระชนมชีพเนื่องจากความกดดันจากทั้งพระราชวงศ์และคณะราษฎรที่ถาโถมใส่พระองค์ คณะราษฎรตัดสินใจเลือกพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาให้ทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าว พร้อมกับการแต่งตั้ง เสวก นิรันดร หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรซึ่งใกล้ชิดกับ จอมพล ป. ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และต่อมาเสวกก็ได้เป็นเลขาส่วนพระองค์ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาไปพร้อมๆ กัน [13]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่ พ.ศ. 2478-2487 ซึ่งกินระยะเวลาเกือบ 10 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรง พระองค์ทรงให้การสนับสนุนนโยบายของจอมพล ป. ด้วยดีมาตลอด ทั้งยังไม่เคยขัดขวางร่างกฎหมายใดๆ ที่จอมพล ป. เสนอมา แม้ว่าร่างกฎหมายบางฉบับจะส่งเสริมการปกครองระบอบแบบเผด็จการและทำให้จอมพล ป. กลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จก็ตาม

หนึ่งในกฎหมายสำคัญ คือการแต่งตั้งให้จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดใน พ.ศ. 2480 [14] โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ให้อำนาจจอมพล ป. บังคับบัญชาทหารทุกนายในกองทัพไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จและโดยตรง

นอกจากนี้ เมื่อกองทัพไทยสามารถเอาชนะสงครามไทย-ฝรั่งเศสได้ใน พ.ศ. 2484 กองทัพไทยได้มีหนังสือกราบบังคมทูลไปยังคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อขอพระราชทานยศพลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอกให้แก่จอมพล ป. ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพไทยที่นำชัยชนะมาสู่ชาติ ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาจะทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะตอบรับคำขอของกองทัพไทย

โดยพระองค์ไม่ทรงเพียงแต่พระราชทานยศระดับนายพลให้เท่านั้น แต่ทรงตัดสินพระทัยพระราชทานยศจอมพล จอมพลเรือ และจอมพลอากาศ ให้แก่จอมพล ป. ด้วย [15] สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ แม้พระองค์จะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์แต่ก็ทรงสนับสนุนนโยบายของจอมพล ป. ที่ต้องการให้ยกเลิกราชทินนาม และบรรดาศักดิ์ [16]

ใน พ.ศ. 2487 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ทรงตัดสินพระทัยกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เนื่องจากพระองค์ทรงประชวรหนักจากโรคพระยกนะพิการ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งทรงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนพระยาพหลพลพยุหเสนาและจอมพล ป. ทั้งในการปกครองประเทศ และรักษาอำนาจของพวกเขาไว้

ด้วยเหตุนี้ ทั้งพระยาพหลพลพยุหเสนาและจอมพล ป. จึงต่างให้ความเคารพและไว้วางใจพระองค์เป็นอย่างมาก โดยใน พ.ศ. 2481 รัฐบาลได้ขอพระราชทานฐานันดรศักดิ์ให้แก่พระองค์จาก “พระวรวงศ์เธอ” เป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ” [17] นอกจากนี้ยังขอพระราชทานยศนายพลโท นายพลเรือโท และนายพลอากาศโทให้แก่พระองค์ แม้พระองค์จะไม่เคยรับราชการทหารใดๆ มาตลอดพระชนมชีพ [18]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] อาทิตย์ทิพอาภา, พระองค์เจ้า, หะซัน (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทวิชัยรัตน์, 2489), น.3-4.

[2] อาทิตย์ทิพอาภา, พระองค์เจ้า, ประวัติศาสตร์สมัยปฏิวัตร์ฝรั่งเศส และสมัยนโปเลียน โบนาปารฺต ภาคที่ 1 (พระนคร: โรงพิมพ์เจตนาผล, 2477), น. (1).

[3] เรื่องเดียวกัน, น. 1

[4] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บรรณาธิการ, “อยากลืมกลับจํา” สารคดีชีวประวัติลูกสาวจอมพล ป. ชีวิต ความผันผวน และความทรงจําของจีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม (กรุงเทพฯ: มติชน, 2561), น. 67.

[5] หนังสืองานศพของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, น. 15.

[6] หจช., สร.0201.3.1/4 บําเหน็จปราบกบฏของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, 29 ตุลาคม พ.ศ. 2478.

[7] หจช., สร.0201.3.1/4 บําเหน็จปราบกบฎของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, 13 ตุลาคม พ.ศ. 2478.

[8] หจช., สร.0201.3.4/4 บําเหน็จปราบกบฏของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, 14 ตุลาคม พ.ศ. 2478.

[9] “พระราชบัญญัติเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ,” ราชกิจจานุเบกษา 50 (9 ธันวาคม พ.ศ. 2477), น.808.

[10] “ประกาศตั้งราชเลขานุการในพระองค์,” ราชกิจจานุเบกษา 50 (4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477), น.3093

[11] เรื่องเดียวกัน, น.3094.

[12] “ประกาศตั้งคณะผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์” ราชกิจจานุเบกษา 51 (7 มีนาคม พ.ศ. 2477), น. 1332-1333.

[13] หจช. สร.0201.3.1/4 บําเหน็จปราบกบฎของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, 6 มีนาคม พ.ศ. 2479.

[14] “พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แม่ทัพบก แม่ทัพเรือ แม่ทัพ อากาศ (1. นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม 2. นายพลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย 3. นายนาวา อากาศเอก หลวงอธึกเทวเดช),” ราชกิจจานุเบกษา 57 (13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483), น. 729.

[15] “พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานยศจอมพล จอมพลเรือ และจอมพลอากาศ (นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม),” ราชกิจจานุเบกษา 58 (28 กรกฎาคม พ.ศ. 2484), น. 981-982.

[16] “พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่องการยกเลิกบรรดาศักดิ์” ราชกิจจานุเบกษา 53 (19 พฤษภาคม พ.ศ. 2485), น. 1089-1091.

[17] “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ” ราชกิจจานุเบกษา 55 (16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481), น. 55.

[18] อาทิตย์ทิพอาภา, พระองค์เจ้า, หะซัน, น. 12.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ทหารของพระราชา กับการสร้างสำนึกแห่งศรัทธาและภักดี” เขียนโดย เทพ บุญตานนท์ (สำนักพิมพ์มติชน, 2565)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มีนาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...