โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกชี้‘ต่างชาติ’ขยับซื้อหุ้นไทย ทะลุ ‘หมื่นล้าน’ อานิสงส์ ‘ดอลลาร์อ่อน’ ลุ้นปิดดีล ‘ภาษีทรัมป์’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 19.12 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

โบรกส่งสัญญาณ “โฟลว์ต่างชาติ” ทยอยกลับเข้าซื้อ “หุ้นไทย” ช่วงก.ค. มูลค่าทะลุ 1.1 หมื่นล้าน มองเป็นเชิงบวกแม้มีความไม่แน่นอนจากประเด็นเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ “บล.กสิกรไทย” มองอานิสงส์ดอลลาร์อ่อนลง 12% ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลเม็ดเงินโยกเข้าหุ้น-พันธบัตร “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” คาดมีความหวังมากขึ้นเกี่ยวกับโอกาสบรรลุข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐ “บล.เอเซีย พลัส” ชี้หุ้นไทยราคาถูกต่างชาติคาดจะทยอยเข้าช่วงครึ่งปีหลัง

แม้ความเคลื่อนไหว “ตลาดหุ้นไทย” วานนี้ (22 ก.ค.2568) ดัชนีSET INDEX ร่วง 16.38 จุด มาอยู่ที่ 1,191.75 จุด หรือ ลดลง 1.36% ด้วยมูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 49,012.85 ล้านบาท โดยดัชนีฯ กลับมาต่ำกว่า 1,200 จุดอีกครั้ง ทว่าหากดูภาพของการซื้อขายของนักลงทุนในช่วงเดือนก.ค. 2568 นั้น พบว่า “นักลงทุนต่างชาติ” ขยับเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพจากเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้าหุ้นไทย นับตั้งแต่วันที่ 7-22 ก.ค. 2568 มูลค่ารวมกว่า 11,058.86 ล้านบาท ซึ่งเมื่อวานนี้พบต่างชาติ “ซื้อสุทธิ” 1,821.45 ล้านบาท

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมของ “นักลงทุนต่างชาติ” พบมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงประมาณ 12% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร

ทั้งนี้ เม็ดเงินต่างชาติส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรเป็นหลัก ส่วนตลาดหุ้นไทยเพิ่งเริ่มเห็นการไหลเข้าในเดือนก.ค. 2568 แม้จะมีการไหลเข้า แต่ปริมาณยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการไหลเข้าในประเทศอื่นๆ โดยยังอยู่ในหลักประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ระดับราคาอยู่ในโซนที่ค่อนข้างถูกมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่เทรดอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 เท่า

โดยการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในรอบนี้ไม่ได้เข้าทุกกลุ่ม แต่กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะ “กลุ่มปิโตรเคมี” และ “กลุ่มธนาคาร” (แบงก์) นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มที่มีการจ่ายปันผลสูงก็เป็นอีกหนึ่งธีมที่ต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาการเจรจาการค้าไทยกับสหรัฐ หากไม่สำเร็จการรีบาวนด์และเงินต่างชาติไหลเข้ามาในรอบนี้อาจเป็นการจบในระยะสั้นได้เลยแต่ทว่าการเจรจาสามารถลดตัวเลขลงจาก 36% เหลือ 20% ได้ มีโอกาสฟันด์โฟลว์ก็จะมีโอกาสไหลเข้าต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนดัชนีตลาดหุ้นให้ขึ้นไปถึง 1,275 จุดได้

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ให้ข้อมูลว่า ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน สาเหตุมาจากการที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้เงินสกุลเอเชียแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาค

นอกจากนี้ นักลงทุนมีความหวังมากขึ้นเกี่ยวกับโอกาสในการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ หลังจากที่มีตัวอย่าง กรณีเวียดนามและอินโดนีเซียที่เคยมีการทำข้อตกลงปรับลดลงมาได้ และส่งผลให้ตลาดหุ้นของประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียปรับตัวสูงขึ้น จึงมีการคาดว่าไทยอาจมีทิศทางคล้ายกัน ทำให้มีการเก็งกำไรกระแสเงินทุนเข้ามาล่วงหน้า

“นักลงทุนต่างชาติกำลังจับจังหวะเพื่อรอดูว่าผลจาก Trade Deal จะออกมาเป็นอย่างไรและได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมหรือถอนเงินออกไป”

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) กล่าวว่า มองแนวโน้มฟันด์โฟลว์ต่างชาติคาดจะทยอยเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยเนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้นไทยมี “ราคาถูก” จึงทำให้อาจมีแรงซื้อเข้ามาทยอยสะสมแบบช้าๆ ประกอบกับคาดว่าช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 แรงขายจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติจะเบาลง ตามยอดเม็ดกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่อยู่เพียง 1.17 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงมา 1.02 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ช่วงต้นปี (YTD) และสัดส่วนต่างชาติถือหุ้นไทยทางตรงที่น้อยลงเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ระดับ 24.2%

ขณะที่ ประเมินว่าปัจจัยลบที่เคยกดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เริ่มผ่อนคลายลง อาทิ สงครามในตะวันออกกลางสงบลงชั่วคราว, ปัจจัยการเมืองที่ไม่น่ากระทบการจัดทำ พรบ.งบประมาณฯ ปี 2569 และปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยมากนัก จึงไม่น่ามีผลกระทบต่อดัชนีหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังมากแล้ว

ทั้งนี้ ประเด็นในความกังวลที่เหลืออยู่คือ การเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐ ซึ่งหากประเทศไทยยังโดนเรียกเก็บที่ระดับ 36% มองว่ามีความเสี่ยงกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เพียงสัดส่วน 1% อย่างไรก็ตาม หากถูกเก็บที่ระดับลดลงจากเดิมคาดว่ามีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มีสูงขึ้น

สำหรับ ทิศทางดอกเบี้ยไทย ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ราว 0.25-0.50% สะท้อนผ่านตราสารหนี้ไทยอายุน้อยกว่า 7 ปีที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ นโยบายการคลังน่าจะมีมาตรการกระตุ้นออกมาในช่วงครึ่งปีหลังตามการเบิกจ่ายงบประจำปี 2569 ที่ยังคงกรอบเวลาเดิม หากกระบวนการของสภายังคงอยู่ และไม่มีการยุบสภาในเร็ววัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...