โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกชนกางโจทย์รัฐเยียวยาพิษภาษีทรัมป์! บี้ทบทวนขึ้นค่าแรง-คุมดบ. BOIเข็นมาตรการอัปศักยภาพรับโลกใหม่

ไทยโพสต์

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 14.18 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 07.18 น.

แม้ว่าจะยังไม่เห็นข้อสรุปสุดท้าย ท้ายสุด สำหรับการเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้ ‘ทีมไทยแลนด์’ ยังคงทำงานกันอย่างเข้มข้น เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็ยังได้เตรียมมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าสุดท้ายแล้วตัวเลขภาษีนำเข้าที่ไทยจะได้รับจากสหรัฐฯ จะเป็นเท่าไหร่ แต่เชื่ออย่างแน่นอนว่าจะมีผลกระทบกับหลายมิติทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแน่นอน

เพราะอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกับไทยที่ 36% นั้น ถือว่าสูงอย่างน่าเป็นกังวล ซึ่งอาจจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยได้ สุนันทา กังวานกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสหารือกับผู้บริหารของ Vien Dong Supermarket ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำที่จำหน่ายสินค้าเอเชีย รวมถึงสินค้าไทย ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า และผลักดันให้มีการนำเข้าสินค้าไทยไปจำหน่ายเพิ่มเติม และรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจที่นำเข้าสินค้าไทย

โดยผู้บริหารของ Vien Dong ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นอัตราภาษีนำเข้า 36% ที่จะมีผลบังคับใช้กับสินค้านำเข้าจากไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2568 หากไม่มีข้อยกเว้น หรือการเจรจาที่สำเร็จ “อาจกระทบต่อกรนำเข้าสินค้าไทยและทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้

ทั้งนี้ ทีมไทยแลนด์ ภายใต้การนำของ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ไม่เพียงแต่เร่งทำงานในมิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นดังกล่าว แต่ยังได้มีการหารือถึงมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละภาคอุตสาหกรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มอบการบ้านให้ภาคเอกชน ทั้ง 47 กลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ไปเร่งประเมินผลกระทบที่จะได้รับ เพราะแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะมีผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป เพื่อที่กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เตรียมมาตรการที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมไว้รอบรับ

“ระหว่างนี้กระทรวงการคลังได้เร่งเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล ซึ่งแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมทยอยส่งการบ้านเข้ามาเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องนำมาพิจารณากันต่อว่าแต่ละส่วนต้องการความช่วยเหลือในด้านใดบ้าง โดยหน้าที่ของเราตอนนี้คือต้องมาดูว่าจะแก้ไขอะไรได้บ้าง นอกเหนือจากเรื่อง tariffs” พิชัย กล่าว

อย่างไรก็ดี เบื้องต้น พิชัย ได้สั่งการให้สถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะ ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เตรียมวงเงิน ซอฟท์โลน 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อช่วยเหลือในเรื่องสภาพคล่อง การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน หรือการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือในช่วงสุญญากาศ

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เตรียมคลอดมาตรการชุดใหญ่ ภายใต้ชื่อว่า มาตรการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ ที่ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 1. มาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย โดยกำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับเอสเอ็มอีไทย ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้สามารถลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์เป็นพิเศษ จากเดิมยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ในวงเงิน 50% ของเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ปรับเพิ่มขึ้นเป็นยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี ในวงเงิน 100% ของเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ

2. มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย (Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่านการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อจูงใจให้บริษัทต่าง ๆ ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทจะต้องได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด โดยจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ

3. การเพิ่มความเข้มข้นในการพิจารณากระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ สำหรับบางกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ และอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขชัดเจนว่า ต้องมีกระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ มีการแปรสภาพวัตถุดิบหลักเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอ เช่น มีการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรอย่างน้อยในระดับ 4 หลัก เพื่อให้การผลิตเพื่อส่งออกของไทยเป็นที่ยอมรับและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชัดเจนมากยิ่งขึ้น

4. การจัดระเบียบการลงทุนในบางสาขา เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาสมดุลในการแข่งขันทางธุรกิจให้เหมาะสม และ 5. การปรับปรุงเงื่อนไขการจ้างงานบุคลากรต่างชาติ โดยกำหนดว่า หากเป็นกิจการผลิตที่มีการจ้างงานทั้งบริษัทตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะต้องมีการจ้างบุคลากรไทยไม่น้อยกว่า 70% นอกจากนี้ ยังได้กำหนดรายได้ขั้นต่ำของบุคลากรต่างชาติที่จะขอใช้สิทธิด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานกับ BOI เพื่อให้สามารถคัดกรองบุคลากรต่างชาติที่มีทักษะสูงให้เข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยได้ดียิ่งขึ้น

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ระบุอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเสนอมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ อีกทั้งทำให้ประเทศไทยยังคงสามารถแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในการดึงดูดการลงทุน โดยจะเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น กลุ่มอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น

ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนให้เหมาะสม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว BOI จึงได้ออกมาตรการใหม่หลายด้าน เพื่อมุ่งจัดระเบียบการลงทุน พร้อมกับหนุนให้ผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสการเติบโตในโลกการค้ายุคใหม่

ขณะที่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีข้อเสนอถึงรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการในประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับกรณีภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ประกอบด้วย 1. มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) รวมถึงให้เร่งนำกฎหมายตอบโต้การอุดหนุนมาใช้ 2. มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน (ซอฟท์โลน) ซึ่งอยากให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม และ 3. มาตรการเยียวยาทางอ้อม โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ค่าแรงขั้นต่ำ” เนื่องจากบางบริษัทอาจจะต้องมีการลดพนักงานเพื่อพยุงธุรกิจ โดยขอให้กระทรวงแรงงานชะลอการขึ้นค่าแรงออกไป เพราะการปรับขึ้นค่าแรงในตอนนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานได้

ส่วนในมุมของภาคการส่งออก ที่แน่นอนว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง ก็ต้องการมาตรการเยียวยาให้กับผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน โดย ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า ต้องการให้รัฐเข้ามาดูแลใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ค่าแรง โดยอยากให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบอีกครั้ง เนื่องจากการปรับขึ้นค่าแรงอาจเป็นต้นทุนที่สำคัญในการแข่งขัน 2. นโยบายด้านการเงิน โดยต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม ดูความจำเป็นและสถานการณ์ปัจจุบันเป็นหลัก และ 3. การทำนิติกรรมอำพราง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทย เรื่องนี้ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอย่างจริงจัง และบังคับใช้กฎหมายให้มีความเข้มงวดมากขึ้น

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังมองเรื่องนี้เป็นบวกว่า ไทยยังมีโอกาสในการเจรจาต่อรองเพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลงมาจาก 36% ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่น่าจูงใจ ในขณะที่ทีมไทยแลนด์ก็ยืนยันพร้อมรับประกันว่า จะเดินหน้าเจรจาภายใต้ความสมดุล และถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ดังนั้นจึงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อเกี่ยวกับผลการเจรจากับสหรัฐฯ ในครั้งนี้!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...