โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

COP 30 ชี้โลกเดือดเป็นสงครามใหญ่ที่สุด เตือนอย่าละเลยให้สงครามอื่นเบี่ยงเบนแทน

เดลินิวส์

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 13.18 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น. • เดลินิวส์
การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ หรือ COP30 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล กำลังเผชิญกับความวิตกกังวลอย่างหนักจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบริบทความขัดแย้งทางการเมืองและสงครามที่กำลังเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ตามรายงานของ The Guardian สหราชอาณาจักร

อานา โตนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการประชุมCOP30 ได้ออกมากล่าวเตือนว่าวิกฤติภูมิอากาศคือสงครามที่ใหญ่ที่สุดของเรา มันจะอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย100 ปี เราจำเป็นต้องมีสมาธิกับมัน และอย่าปล่อยให้สงครามอื่น ๆ มาเบี่ยงเบนความสนใจจากการต่อสู้ที่สำคัญกว่า คำกล่าวนี้สะท้อนความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า เมื่อการประชุม ซึ่งมีตัวแทนจาก 200 ประเทศเข้าร่วม แต่กลับมีไม่ถึง 30 ประเทศที่ยื่น แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(NDCs: Nationally Determined Contributions) ตามข้อผูกพันจากข้อตกลงปารีสปี 2015 ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยบนแผ่นดินของโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้พุ่งทะลุ 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่นานาชาติเคยมีฉันทามติว่าจะไม่ให้เกิน

ความพยายามรับมือกับวิกฤติโลกร้อนกำลังสะดุดจากแรงกดดันทางการเมือง และความขัดแย้งทั่วโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสและหันไปสนับสนุนพลังงานฟอสซิล นอกจากนี้ ยุโรปยังคงเผชิญแรงเสียดทานภายในเกี่ยวกับเป้าหมายลดคาร์บอน ส่วนจีน ซึ่งปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก แม้จะมีบทบาทโดดเด่นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน แต่กลับมีแนวโน้มตั้งเป้าลดเพียง10% ภายในปี2035 ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก

ในอีกด้าน สงครามในตะวันออกกลาง วิกฤติหนี้สินในประเทศยากจน และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น กำลังเบี่ยงเบนความสนใจของผู้นำโลกออกจากเรื่องภูมิอากาศมิไช โรเบิร์ตสัน ที่ปรึกษากลุ่มประเทศหมู่เกาะเล็ก ๆ(AOSIS) ได้ให้ความเห็นว่ายิ่งใช้จ่ายเพื่อการทหารมากขึ้น ก็ยิ่งเหลืองบสำหรับภูมิอากาศน้อยลง

ท่ามกลางวิกฤติและความล่าช้าในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศนี้ เริ่มมีการตั้งคำถามว่า เป็นเพราะกระบวนการเจรจาที่ซับซ้อน หรือมีแรงต้านในเชิงอำนาจซ่อนอยู่ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตพลังงานฟอสซิล ซึ่งเห็นได้จากการประชุมเบื้องต้นที่เมืองบอนน์ที่เพิ่งเสร็จสิ้น ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถตกลงวาระได้ และไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ

ประเด็นหลักของการประชุมCOP30 คือ การนำเสนอNDCs ฉบับใหม่ที่ต้องยื่นก่อนเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้สหประชาชาตินำเข้าสู่กระบวนการประเมิน โดยโตนีย้ำว่าเราไม่ได้ต้องการแค่จำนวนของNDCs แต่ต้องการแผนที่มีคุณภาพและเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานด้วย

จีนเป็นประเทศที่ถูกจับตามากที่สุด แม้จะมีความสามารถในการลดการปล่อยคาร์บอนลงครึ่งหนึ่งได้ภายในปี 2578 แต่การอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินรอบใหม่ในปีนี้ ทำให้เป้าหมายยังไม่ชัดเจนนัก สำหรับสหภาพยุโรปอยู่ระหว่างการเจรจาลดคาร์บอน 90% ภายในปี 2583 โดยยังถกเถียงกันว่าจะเปิดให้ใช้กลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือไม่ ขณะที่อินเดียยังไม่มีแผน NDCs ที่ชัดเจน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น สหราชอาณาจักร ได้ยื่นแผนที่ทะเยอทะยาน ขณะที่แผนของแคนาดาและญี่ปุ่นยังถูกประเมินว่า “ไม่เพียงพอ” และที่น่าเป็นห่วงคือ ยังไม่มีประเทศใดอัปเดตเป้าหมายระยะใกล้สำหรับปี 2030 เลย ทั้งที่ข้อตกลงปารีสเปิดช่องให้ปรับเปลี่ยนได้หากจำเป็น

ประเด็นการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แม้จะถูกระบุไว้ในCOP28 ที่ดูไบ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าในการประชุมCOP29 และยังไม่มีวาระที่แน่นอนในCOP30 แม้นักเคลื่อนไหว หวังจะหยิบยกกลับมาอีกครั้ง แต่เจ้าภาพอย่างบราซิลก็ดูจะไม่ต้องการเปิดประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงได้รับความไว้วางใจในฐานะผู้นำการประชุม โดยดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้าร่วม ทั้งอดีตประธานการประชุมรัฐมนตรีคลัง นักเศรษฐศาสตร์ และกลุ่มชนพื้นเมือง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ “Global Ethical Stocktake” ที่เน้นความเป็นธรรมในมิติทั้งสังคมและธรรมชาติ

กระนั้น ความสำคัญสูงสุดของ COP30 อย่าง NDCs จะไม่ได้ถูกตัดสินที่การประชุม แต่จะถูกกำหนดล่วงหน้าโดยรัฐบาลแต่ละประเทศ โดย
โตนีย้ำว่า “เราไม่สามารถเจรจา NDCs ในที่ประชุม COP ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ ต้องกำหนดเอง เราทำได้เพียงรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะสะท้อนภาพการเมืองภายในแต่ละประเทศอย่างแท้จริง”

ในส่วนของประเทศไทย ยังไม่มีการประกาศแผน NDC ฉบับปรับปรุงอย่างชัดเจนในปี 2568 แม้จะมีเป้าหมายระยะยาวในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2608 ซึ่งจำเป็นจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าไทยจะมีความเคลื่อนไหวในการเร่งรัดเป้าหมายปี 2030 หรือปี พ.ศ. 2573 ก่อนหรือระหว่างการประชุม COP30 หรือไม่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...