โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Drip the Thai Way เมื่อกาแฟไทยถูกดริปด้วยใจและฝีมือ ชวนคุยกับ “ปิ และ เอ” แห่ง “Gallery กาแฟดริป”

นิตยสารคิด

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 20.25 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 20.25 น.
thai-gallery-drip-cover

หากเอ่ยถึง “กาแฟ” ในอดีต คอกาแฟคงนึกถึงกาแฟจากเอธิโอเปียบ้าง โคลอมเบียบ้าง แต่ปัจจุบัน “กาแฟไทย” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่หลายคนยกให้เป็นที่หนึ่งในใจไม่แพ้กัน นอกจากรสชาติที่มีความเข้มข้นและกลิ่นหอมชวนให้ติดใจแล้ว กาแฟไทยยังเต็มไปด้วยเรื่องราวหลากหลายที่ไม่ได้มีแค่คาเฟอีนเท่านั้น

ปิ-ปิยชาติ ไตรถาวร และ เอ-ณัฎฐ์ฐิติ อำไพวรรณ เจ้าของร้าน Gallery กาแฟดริป คือสองหนุ่มผู้มีใจให้กาแฟจนกลายเป็นกูรูผู้คร่ำหวอดแห่งวงการกาแฟไทย พวกเขามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “กาแฟ” โดยเฉพาะ “กาแฟไทย” ให้เราฟังมากมาย นอกจากร้าน Gallery กาแฟดริป ของพวกเขาจะเป็นร้านกาแฟที่มีแต่กาแฟดริปขายเป็นร้านแรกของเมืองไทยแล้ว ทั้งคู่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนกาแฟไทยให้ออกไปนั่งอยู่ในหัวใจของนักดื่มกาแฟทั่วโลกอีกด้วย

ปิ-ปิยชาติ ไตรถาวร และ เอ-ณัฎฐ์ฐิติ อำไพวรรณ เจ้าของร้าน Gallery กาแฟดริป

จุดเริ่มต้นของกาแฟดริป
“เริ่มต้นจากชอบกินกาแฟ แล้วเรากับพี่ปิก็ดริปกาแฟกินกันเอง เพราะว่าการชงแบบดริป มันง่ายเรื่องอุปกรณ์ และสามารถพกพาไปด้วยได้เวลาเราเดินทางไปท่องเที่ยว หรือไปทริปถ่ายรูปทำงาน หลังจากตกลงกันว่าจะทำร้าน สิ่งที่คิด คือเรายังไม่เห็นร้านไหนขายกาแฟที่ชงแบบดริปเพียงอย่างเดียว แล้วที่หอศิลป์ฯ (หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร) เปิดโอกาสให้เขียนโครงการเข้าไปนำเสนอ ซึ่งเป็นความพอเหมาะพอดีกับคนที่คิดเริ่มต้นอยากทำร้านกาแฟแต่ไม่มีทุนที่จะไปเช่าร้านจ่ายค่ามัดจำ ค่าเช่าราคาแพง ๆ ร้าน Gallery กาแฟดริป จึงเกิดขึ้นที่นี่ ซึ่งปีนี้ก็เปิดมาเข้าสู่ปีที่ 13 แล้ว”

คุณเอเป็นฝ่ายเริ่มต้นมานั่งตั้งวงเล่าเรื่องกาแฟ ด้วยการเล่าถึงที่มาที่ไปของร้าน ซึ่งหลายคนที่ไม่ใช่คาเฟอีนเลิฟเวอร์ อาจมีความกังขาคาใจอยู่ว่า “กาแฟดริป” นั้นเป็นอย่างไร ก่อนจะดำเนินการสนทนากันต่อไป จึงอยากอธิบายให้เข้าใจพอสังเขปตามข้อมูลที่ได้จากเว็บไซต์วิกิพีเดียว่า กาแฟดริปหรือกาแฟแบบหยดร้อน คือกาแฟที่ได้จากการเทน้ำร้อนลงบนเมล็ดกาแฟบดที่บรรจุไว้ในแผ่นกรอง ซึ่งน้ำร้อนจะซึมผ่านเมล็ดกาแฟบด และได้น้ำกาแฟเป็นหยด ๆ ลงแก้วหรือภาชนะที่รองไว้นั่นเอง

กาแฟดริปจึงเป็นหนึ่งในสไตล์ของการชงกาแฟแบบแฮนด์เมด ไม่ต้องอาศัยเครื่องชง ที่คอกาแฟในปัจจุบันนิยมชมชอบ นอกจากจะแวะเวียนมาอุดหนุนกาแฟแล้ว ทั้งนักดื่ม นักชง ยังมาขอแบ่งปันความรู้จากสองหนุ่มนักดริปกันอยู่เนือง ๆ หลังจากปลดล็อกจากสถานการณ์โควิด-19 คุณเอและคุณปิจึงตัดสินใจแบ่งมุมหนึ่งของร้านเปิดเป็นห้องเรียนให้เหล่าผู้สนใจได้มาฝึกปรือวิชาการดริปกาแฟกันเรื่อยมา แต่คุณเอว่า คนที่มาลงเรียนจะต้องเป็นคนที่มีความคุ้นเคยกับการชงกาแฟดริปพอสมควร เพราะคอร์สเวิร์กช็อปที่ทั้งคู่เปิดสอน เป็นการสอนแบบ Intensive เน้นการชงกาแฟดริปแบบลงลึก

“ส่วนใหญ่คนที่ชงกาแฟดริปมาสักพักหนึ่ง จะเริ่มรู้สึกว่าเขาไม่สามารถควบคุมรสชาติให้เป็นไปตามใจได้ ด้วยความที่กาแฟดริปมีปัจจัยค่อนข้างเยอะ มีท่าชงหลากหลาย อุปกรณ์ก็หลากหลาย หรือบางคนอาจจะเข้าไปดูคลิปการชงของแชมป์นักชงคนนี้แนะนำแบบนี้ ส่วนอีกคนแนะนำอีกอย่าง หรืออาจจะเห็นบางร้านเทน้ำเบา บางร้านเทน้ำแรง คนที่มาลงเรียนกับเราส่วนใหญ่เขาเลยอยากมาทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น”

ผู้บุกเบิก Dripper Made in Thailand
นอกจากจะเปิดร้าน จนทำให้กาแฟดริปกลายเป็นหนึ่งในสไตล์การชงกาแฟที่คอกาแฟชื่นชอบแล้ว Gallery กาแฟดริป ยังเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มทำ Dripper ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการชงกาแฟดริปที่ตีตราคำว่า “Made in Thailand” ขายเป็นที่แรกอีกด้วย ซึ่งคุณเอว่า ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความเก่งกาจ เชี่ยวชาญด้านการชงจนคิดอยากทำอุปกรณ์ขายแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะอยากเห็นประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่า มีฝีมือในการทำเครื่องปั้นดินเผาได้แบบไม่เป็นสองรองใครในโลกผลิต Dripper ที่ทำจากเซรามิกเป็นของตัวเองบ้าง

“Dripper รุ่นแรกที่วางขายที่ร้าน บอกได้เลยว่า ไม่ได้ทำขึ้นมาจากความชำนาญอะไรเลย แค่อยากเห็น Dripper ที่มีคำว่า Made in Thailand จริง ๆ ด้วยความที่ทั้งเราและพี่ปิเป็นช่างภาพสื่อมวลชนกันอยู่ในตอนนั้น ทำให้เราได้มีโอกาสเดินทางไปรู้ไปเห็นว่า บ้านเราคือแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ดีมาก ช่วงเตรียมเปิดร้านก็เลยไปหาโรงงานเซรามิกที่ทำดริปเปอร์ได้ไปพร้อม ๆ กับทำร้าน”

คุณเอกล่าวและเล่าต่อว่าในที่สุดร้านก็เปิดและมี Dripper ที่ประทับตรา Made in Thailand วางขายสมใจ และปัจจุบันเขาได้ใช้ความรู้ความชำนาญจากการสั่งสมประสบการณ์การชงกาแฟดริปออกแบบ Dripper รุ่นล่าสุดออกมาวางขาย และกลายเป็น Dripper ที่คนรักกาแฟดริปต้องมี ซึ่งเจ้าตัวการันตีว่า

“อาจจะยังไม่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด แต่ก็เป็น Dripper ที่ได้ดังใจ แล้วก็เป็น Dripper ที่ใช้ดีตัวหนึ่ง”

ทำไมถึงต้องเป็น “กาแฟไทย”
หลังจากได้รับรู้เรื่องราวของกาแฟดริปกันแบบหอมปากหอมคอกำลังพอดีแล้ว คุณปิได้มาร่วมเสริมทัพสภากาแฟ คุยกันเรื่องกาแฟ ตามประสาคนรักกาแฟต่อว่า

“ตอนตัดสินใจเปิดร้าน ต้องบอกว่าประสบการณ์เรื่องกาแฟเรายังน้อย เราไม่รู้เหมือนกันว่ากาแฟจะพาเราไปได้ถึงไหน ด้วยอาชีพก็เป็นช่างภาพมาโดยตลอด แล้วก็เป็นงานที่เรามีความสุข การเป็นช่างภาพทำให้เราได้เจอผู้คนหลากหลาย รวมทั้งผู้คนในวงการกาแฟ และสุดท้ายก็เป็นประโยชน์นำมาต่อยอดได้

หลังจากเปิดร้าน เราก็ได้มีการเรียนรู้และจริงจังมากขึ้นมาก ๆ ความรู้ ประสบการณ์มันค่อย ๆ สะสม และพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถามว่าต้องทำการบ้านหนักไหม เราต้องขวนขวายหนักมาก ถ้าเราอยากรู้จักกาแฟตัวนี้ เราก็ต้องไปตามหา ไปลอง ทำไมร้านนี้ชงอร่อย ทำไมร้านนี้ชงไม่เหมือนกัน เรื่องพวกนี้ไม่ได้มีหลักสูตรการเรียนการสอน มันมาจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเราเองนี่แหละ”

คุณปิเล่าต่อว่า ตั้งแต่เริ่มต้นทำร้าน คู่หูนักชงกาแฟตั้งใจกันตั้งแต่แรกว่า จะต้องใช้ “เมล็ดกาแฟไทย”

กาแฟไทยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยังเปิดให้เราทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่มีการผูกขาด ไม่มีชนชั้น ใครจะเล่นอะไรกับกาแฟทำได้หมดเลย ไม่เหมือนข้าว ไม่เหมือนเหล้า นี่คือข้อดีของกาแฟไทยที่ทำให้สามารถเทียบชั้นคนอื่นได้

“ความตั้งใจของผมกับเอคือ เราจะจริงจังกับกาแฟไทย ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยรู้จักกาแฟไทยสักเท่าไร ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าประเทศไทยปลูกกาแฟ แล้วก็ไม่ได้น้อยด้วย แต่ก็เริ่มจากกาแฟที่เรารู้จักก่อนอย่าง ดอยช้าง ปางขอน จากเชียงราย หรือเชียงใหม่ก็ดอยสะเก็ด พวกนี้จะเป็นพื้นที่ที่คนค่อนข้างรู้จักว่าเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟสำคัญของไทย

“หลังจากนั้น เราก็เริ่มมีโอกาสในการเข้าถึงกาแฟที่เรายังไม่รู้จักมากขึ้น แล้วก็ลงรายละเอียดลึกขึ้น เช่น รู้จักหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเขาปลูกกาแฟสายพันธุ์นี้ คนปลูกเป็นใคร คนโปรเซสเป็นใคร คนดูแลกาแฟต้นนี้ชื่ออะไร ผู้ชายหรือผู้หญิง ทำเป็นครอบครัวหรือทำคนเดียว มันมีรายละเอียดยิบย่อยมาก ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สนุก แต่ละคนแต่ละบ้านที่ปลูกกาแฟ ทำกาแฟเขาก็มีความคิดไม่เหมือนกัน บางคนเน้นรสชาติ เน้นอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น เขาก็จะพยายามหาสายพันธุ์ หรือบางคนเลือกความง่าย มีอะไรก็ปลูกแบบนั้น”

กาแฟไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
ส่วนกาแฟประเทศไหนที่อร่อยที่สุดในโลก ผู้ที่ได้รับฉายาให้เป็น “ดริปคิง” อย่างคุณปิบอกว่า หากพูดถึงกาแฟ คนจะนึกถึงกาแฟเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟโลก นอกจากนั้นก็จะมีเคนยา และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศในแถบเอเชียที่ปลูกกาแฟมานานนับหลักร้อยปี ในขณะที่กาแฟไทยเพิ่งปลูกมานานนับหลักสิบปีเท่านั้น

“ถ้าถามว่ากาแฟไทยกับกาแฟนอกต่างกันยังไง มันไม่ได้ต่างกันแบบสมัยก่อนที่เรารู้สึกว่ากาแฟนอกอร่อย กาแฟไทยยังเฉย ๆ งง ๆ ซึ่งทุกวันนี้ต้องบอกว่ากาแฟไทยสามารถเทียบชั้นกาแฟนอกได้ ทั้งในเรื่องรสชาติ คุณภาพ แต่ถ้าเทียบในเรื่องของปริมาณ เรื่องของความใหญ่ เช่น จะบอกว่ากาแฟไทยตอนนี้อร่อยนะ แต่ยังมีน้อย เขาอาจรู้สึกว่าทำน้อยก็สามารถทำให้อร่อยได้ง่าย สมมติ ถ้าปานามาบอกว่าจะเอากาแฟเกอิชาที่ดีที่สุด 100 สวน ยังเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถสู้เขาได้ เพราะเขาปลูกมานาน กาแฟเขาอยู่กับโลกมานาน เขารู้จักตลาด รู้จักคนกินมากกว่าเรา

ต้องบอกว่ากาแฟไทยคืออยู่กันเอง ทำกันเอง กินกันเอง พัฒนากันเอง กว่าจะมาถึงวันนี้ต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ได้นานมาก เพราะว่าเรามาถึงจุดที่ทุกคนพร้อมจะพุ่งออกไป พร้อมที่จะอยากเก่งเร็ว ๆ โดยไม่ต้องคลำ ไม่ต้องใช้วิธีการเดิม ๆ แบบประเทศอื่น กาแฟไทยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยังเปิดให้เราทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่มีการผูกขาด ไม่มีชนชั้น ใครจะเล่นอะไรกับกาแฟทำได้หมดเลย ไม่เหมือนข้าว ไม่เหมือนเหล้า นี่คือข้อดีของกาแฟไทยที่ทำให้สามารถเทียบชั้นคนอื่นได้”

คุณเอร่วมเสริมถึงการเปรียบเทียบระหว่างกาแฟไทยกับกาแฟนอกว่า หากพูดข้อดีของกาแฟไทยคือ เมืองไทยเป็นเมืองที่ทำกาแฟได้แบบครบวงจร คือมีตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูก มีโรงคั่วเมล็ดกาแฟ และมีนักดื่มกาแฟ

“ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ถ้าเราไปต่างประเทศ เช่น พวกชาติที่เขามีคนกินกาแฟเยอะ ๆ อย่างอเมริกา ออสเตรเลีย เขาไม่มีพื้นที่เพาะปลูก ส่วนชาติที่เป็นแหล่งเพาะปลูกอย่างเอธิโอเปีย เคนยา ปานามา ส่วนใหญ่ก็ไม่มีลูกค้า ไม่มีฐานคนกินกาแฟของตัวเอง ร้านกาแฟดี ๆ ในประเทศเหล่านี้จึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นนายทุนเข้าไปทำธุรกิจ ในขณะที่ประเทศไทยเรามีครบหมด ทั้งที่เพาะปลูก คนปลูก คนคั่ว คนกิน ร้านกาแฟดี ๆ เรามีเยอะมาก แต่พื้นที่ปลูกกาแฟที่เหมาะสมของบ้านเราก็ยังมีข้อจำกัด เพราะกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าต้องปลูกบนที่สูงอย่างน้อยต้อง 1,000 เมตรขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ก็เลยปลูกกันได้เฉพาะภาคเหนือ แต่ถึงเราจะไม่สามารถปลูกกาแฟได้เยอะมาก ๆ แต่เมืองไทยสามารถพัฒนาคุณภาพ คือเราสามารถทำกาแฟล็อตเล็กและทำให้มันดีมาก ๆ ได้

“การที่บ้านเรามีทั้งคนปลูก คนกิน มีร้าน แล้วทุกอย่างโตไปพร้อม ๆ กันอย่างอิสระ คนกินกาแฟกับไร่กาแฟอยู่ใกล้กัน ทั้งหมดมันมีความเชื่อมโยงกัน เหล่านี้สำหรับผมมันคือเสน่ห์ของกาแฟไทย ลองนึกภาพว่า ถ้าคนไปนั่งกินกาแฟที่เมลเบิร์นแล้วอยากเห็นไร่กาแฟ อยากรู้จักเกษตรกรที่ปลูกกาแฟ เป็นเรื่องที่ไกลมากนะ เพราะเขาต้องออกเดินทางไปถึงกัวเตมาลา ไปปานามา ในขณะที่บ้านเรา คนปลูกกาแฟลงมาเที่ยวกรุงเทพฯ มากินกาแฟร้านเรา ร้านโน้นร้านนี้ คนกินกาแฟรู้จักกับเกษตรกร เกษตรกรรู้จักคนกิน ร้านเราเองก็ยังมีการปิดร้านประจำปีเพื่อขึ้นไปเที่ยวไร่กาแฟ ทุกอย่างมันเชื่อมโยงถึงกันได้หมด เท่าที่รู้ ประเทศอื่นยังไม่มีอะไรที่เป็นแบบนี้นะ”

ความพิเศษของสมาคมกาแฟพิเศษไทย
นอกจากจะเป็นเจ้าของร้านกาแฟ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดริปกาแฟจนเป็นที่ยอมรับของนักดื่มกาแฟแล้ว ทั้งคุณปิและคุณเอยังเป็นกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2556 จากการรวมตัวของกลุ่มผู้มีประสบการณ์ทางด้านกาแฟรวมกันตั้งกลุ่ม Good Quality Coffee กาแฟคุณภาพดีขึ้น โดยได้จัดประกวดคุณภาพกาแฟ และมอบรางวัลกาแฟคุณภาพดีให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ เพื่อสร้างความเข้าใจในคุณภาพของกาแฟที่ดี ทั้งยังเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของเมล็ดกาแฟไทย จากนั้นได้ดำเนินการจดทะเบียนสมาคมกาแฟพิเศษไทยในปี 2558 พร้อมประกาศจุดยืนในการมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า จะพัฒนากาแฟพิเศษไทยให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้กาแฟไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกอย่างภาคภูมิ

“สมาคมกาแฟพิเศษไทยเกิดจากการรวมตัวกันของคนทำธุรกิจกาแฟที่อยากให้กาแฟไทยดีขึ้นในทุก ๆ มิติ โดยไม่ได้หวังที่จะเข้ามากอบโกยหรือแสวงหาประโยชน์จากการตั้งสมาคมฯ เพราะการจะทำให้กาแฟไทยดีขึ้น ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถทำคนเดียวหรือกันเองสองคนได้ การมารวมตัวกันทำให้มีไอเดียหลากหลาย รวมถึงเรื่องของคอนเน็กชัน โดยเราสามารถจัดประกวด ประเมินคุณภาพกาแฟได้ด้วยตัวเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อน เรายังต้องพึ่งพาต่างประเทศอยู่ ยังต้องไปเรียนจากเขา ศึกษาจากเขาว่าเขาทำอะไรกันอยู่ แต่ทุกวันนี้เราทำเองได้หมด เรามี Know-How เราเข้าใจสิ่งที่เรามี แล้วก็มีวิชาความรู้ที่เป็นสากล รวมถึงเราสามารถทำในแบบที่เราอยากทำเองได้ เพราะมันไม่ได้มีผลประโยชน์ในเรื่องของการเงิน แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือ เป็นเรื่องของการทำกาแฟไทยให้ดีขึ้น”

สองหนุ่มกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟช่วยกันอธิบายหน้าที่ของสมาคมกาแฟพิเศษไทย ซึ่งพวกเขาบอกว่า อนาคตของกาแฟไทยมองเห็นความสดใสแจ่มชัดอย่างแน่นอน

“เมื่อก่อนถ้าพูดถึงกาแฟไทย คนจะมองว่าเป็นแค่กาแฟธรรมดา ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว” คุณปิกล่าว ในขณะที่คุณเอกล่าวต่อว่า

“เราว่าตอนนี้ร้านกาแฟไทย ไร่กาแฟไทย คือหมุดหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชอบกาแฟนะ เริ่มมีคนที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ แล้วทำลิสต์มาเลยว่า จะไปร้านกาแฟไหนบ้าง แล้วไปเชียงใหม่จะไปกินกาแฟร้านไหน ไปเชียงรายจะไปดูกาแฟไร่นี้”

กาแฟไทยเป็นได้มากกว่า Soft Power
ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อถามว่ากาแฟไทยถือว่าเป็น Soft Power ชั้นดีเลยได้หรือไม่ เสียงคุณปิดังขึ้นตอบแบบทันท่วงทีว่า “กาแฟไทยเจ๋งกว่านั้นครับ มันเป็นทุกอย่างได้หมด กาแฟคือสิ่งที่อยู่ในชีวิตจริงได้”

คุณเอเล่าต่อว่า “เราไม่เคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะได้นั่งคุยแบบกันเองกับคนชาติตระกูลสูงศักดิ์ หรือกับผู้บริหารระดับสูงที่เมื่อก่อนเราเคยไปถ่ายรูปเขา เพราะกาแฟเป็นจุดเชื่อมโยงให้เข้าถึงคนที่เรารู้สึกว่าเขาไม่น่าจะมานั่งพูดจาสบาย ๆ กับเราแบบนี้ได้”

กาแฟยังไม่ได้เป็นเพียงจุดเชื่อมโยงให้คนหลากหลายกลุ่มมาเข้าใกล้กันเท่านั้น แต่กาแฟยังเป็นผู้ช่วยโลก ช่วยกู้คืนผืนป่า สร้างสิ่งแวดล้อมให้กลับมาดีได้อีกด้วย

“จะให้พูดในฐานะส่วนตัว พูดในฐานะเจ้าของร้าน หรือพูดในฐานะกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย หรืออะไรก็ได้ แต่จะบอกว่ากาแฟเป็นเรื่องใหญ่มาก เรื่องใหญ่ในแง่ที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย การจะคืนผืนป่าให้เพิ่มมากขึ้นได้ ต้องเริ่มต้นจากการปลูกกาแฟ เพราะกาแฟเป็นพืชยืนต้นที่ต้องปลูกใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ดังนั้นจะปลูกกาแฟได้ ต้องปลูกป่าก่อน พืชไร่ พืชสวนอื่น ๆ อย่างชา ข้าวโพด กะหล่ำปลี จะปลูกได้ ต้องทำพื้นที่ให้เตียนโล่ง แต่กาแฟไม่ใช่ กาแฟจะปลูกได้ ต้องมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมให้ร่มเงา

“ปัจจุบันกาแฟน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้สามารถปลูกในเขตอุทยานแห่งชาติได้ แล้วเห็นได้ชัดเลยว่า เกษตรกรที่ปลูกกาแฟเขาดูแลต้นกาแฟของเขาเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเขาจะดูแลพื้นที่ตรงนั้นเป็นอย่างดี เราไม่ต้องห่วงเลยว่าจะมีไฟป่า หรือจะมีการตัดไม้ทำลายป่า

“พื้นที่ที่เห็นชัดที่สุดคือ จังหวัดน่าน กาแฟไทยที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดส่วนหนึ่งอยู่ที่น่านนะครับ ซึ่งเมื่อก่อนจะเห็นเลยว่าน่านเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยภูเขาหัวโล้น เพราะเขาต้องถางป่าทำพื้นที่ให้โล่งเตียนเพื่อปลูกข้าวโพด สุดท้ายจึงประสบปัญหาพื้นที่ป่าหายไป แต่เมื่อคนน่านหันกลับมาปลูกกาแฟ พื้นที่ป่าก็เริ่มค่อย ๆ กลับคืนมา”

สองหนุ่มช่วยกันเล่าถึงประโยชน์ของกาแฟอีกมุมหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายทั้งคู่กล่าวถึงบทสรุปของกาแฟไทยแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า

“อนาคตกาแฟไทยไปได้ไกลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างถูกทิศถูกทางเท่านั้นเอง”

ภาพ : ธเนศ งามสม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

วิดีโอ

_ีเจ็กกบฎ! มัลลิกา ฟาดไม่ยั้ง ยืนกางขาต่อต้านธงชาติ แล้วอยากจะเป็นนายกฯ คนไทย

BRIGHTTV.CO.TH

อย.เผยอนุมัติตำรับยา ‘ปากกาคุมหิว‘ แล้ว 18 ทะเบียน ชี้ที่ซื้อผ่านออนไลน์ มีแต่ของเถื่อน

MATICHON ONLINE

‘สีหศักดิ์’ หารือรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ย้ำไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง

ไทยโพสต์

‘สกสค.’ เคาะ ‘5 เอกชน’ คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69 ประหยัดงบรัฐกว่า 255 ล้านบาท

ข่าวช่องวัน 31

สุดเศร้า พบเจ้าของสวนทุเรียน ถูกยิงดับคาที่

สยามนิวส์

ร้องสื่อ แจ้งความ จยย. หายกว่า 5 วัน ไม่คืบ

THE PATTAYA NEWS
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...