โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเสี่ยงวิกฤต'Twin Influx'สินค้าจีน-มะกันทะลัก หากลดภาษีสหรัฐฯเหลือ0%

Amarin TV

เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 07.23 น.
ไทยเสี่ยงวิกฤต 'Twin Influx' สินค้าจีน-อเมริกันทะลัก 2 ทาง หากยอมลดภาษีสหรัฐฯ เหลือ 0%

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 กำลังเผชิญกับสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน แรงส่งทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนเริ่มอ่อนแรง ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลกยังคงกดดันการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกอย่างความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไทยได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าใหม่ได้ทันเวลา

อัตราภาษี 36% นี้สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับอัตราที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าอื่น และสูงกว่าระดับที่เวียดนามสามารถต่อรองได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอยู่ที่ 20% สำหรับสินค้าปกติ และ 40% สำหรับสินค้าต้องสงสัยว่าถูกส่งผ่านเวียดนามเพื่อส่งต่อไปยังสหรัฐฯ

การเจรจารอบแรกระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐฯ ไม่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเสนอทางการค้าที่ปรับปรุงเพิ่มเติม และกำลังเร่งเดินหน้าเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้อัตราภาษีที่ลดลงจากเดิม

กรณีเลวร้าย: สูญเสียส่งออกกว่า 1.62 แสนล้านบาท

ฝ่ายวิจัยกรุงศรีประเมินว่า หากการเจรจาล้มเหลว และสหรัฐฯ เดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ 36% จริง ไทยอาจสูญเสียมูลค่าส่งออกสูงถึง 162,100 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมหลักที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่

  • กลุ่มสิ่งทอ เครื่องหนัง และรองเท้า
  • กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
  • กลุ่มยางและพลาสติก

ผลกระทบนี้จะยิ่งซ้ำเติมภาคส่งออกที่เริ่มอ่อนแรงตั้งแต่ต้นปี และบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในช่วงเวลาที่ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัว

อีกทางเลือก: ดีลแบบเวียดนาม เสี่ยงเกิด Twin Influx

อีกแนวทางที่อยู่ระหว่างการเจรจาคือ การตกลงลดภาษีสินค้านำเข้าจากไทยลงเหลือ 20% เท่ากับเวียดนาม โดยที่ไทยยินดีเปิดตลาดให้สินค้าจากสหรัฐฯ เข้ามาได้โดยไม่มีภาษีนำเข้า (0%) หากข้อตกลงนี้สำเร็จ จะช่วยจำกัดความเสียหายจากการส่งออกเหลือเพียง 17,400 ล้านบาท หรือลดลงจากกรณีเลวร้ายถึง 9.3 เท่า

อย่างไรก็ตาม ผลดีในระยะสั้นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงระยะยาว จากการหลั่งไหลของสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 27% หรือราว 188,300 ล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหารและเครื่องดื่มที่อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ซึ่งถือเป็นกลุ่มอ่อนไหวสูง เนื่องจากภาคเกษตรกรรมไทยมีการจ้างงานสูงถึง 28.6% ของแรงงานทั้งหมด (ข้อมูลปี 2567)

กลุ่มสินค้านำเข้าอื่นที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลัก ได้แก่

  • ยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง
  • สิ่งทอ
  • เครื่องหนังและรองเท้า
  • ยางและพลาสติก

การเปิดตลาดสินค้าให้กับสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Twin Influx” ซึ่งหมายถึงการไหลทะลักของสินค้าจากทั้งสหรัฐฯ และจีนเข้าสู่ตลาดไทยพร้อมกัน จากแรงกดดันของสงครามการค้าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ ที่ไทยตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกดดันมากกว่ามีอำนาจต่อรอง

ไทยต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุก ลดพึ่งพาตลาดใหญ่ เร่งกระจายความเสี่ยง

จากสถานการณ์ทั้งหมด ไทยมีข้อจำกัดในการตอบโต้เชิงการค้า เนื่องจากไม่สามารถใช้มาตรการภาษีสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ระยะยาว ดังนี้

  • กระจายตลาดส่งออกใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน โดยหันไปหาตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา หรืออเมริกาใต้
  • เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างความแตกต่างของสินค้าไทย
  • ส่งเสริบนวัตกรรมและการแปรรูปสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในสภาพแวดล้อมการค้าใหม่

การตัดสินใจทางนโยบายในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าอาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาของทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะกลางถึงระยะยาว ทั้งในแง่โครงสร้างการค้า ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงของอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...