โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยนี้รักสงบ ไม่ต้องรบ ก็ชนะขาด รู้เท่าทันเหลี่ยม ‘ฮุน เซน’ ยั่วยุให้ไทยใช้กำลังกับกัมพูชา หวังสร้างภาพเหยื่อที่ถูกรังแก ฟ้องนานาชาติ บทความโดย ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาการทูตและการต่างประเทศ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

The Structure

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 18.37 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 11.37 น. • The Structure

เมื่อว่ากันถึงเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การกระทบกระทั่ง การย้ายหมุดเลื่อนหมุด หรือการล้ำเขตล้ำแดน เป็นปัญหาที่มีอยู่แทบจะตลอดเวลา ทหารตำรวจที่อยู่หน้างานจะทราบกันดี แต่ในอีกมุมหนึ่งต่างฝ่ายต่างก็คุ้นหน้ากัน ด้วยเพราะอยู่ในพื้นที่มานาน ว่างๆบางทีก็ยังเตะตะกร้อด้วยกัน จึงกล่าวได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ “แม้จะมีการกระทบกระทั่งกัน แต่ก็มิได้เกลียดชังกันถึงขั้นจะฆ่าแกงกัน ถ้าไม่จำเป็น”

แต่ปัญหาวันนี้กลับแลดูบานปลาย ประหนึ่งว่ามีการพยายาม “ปั่น” เรื่่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่โต

“ทุกๆความขัดแย้งหรือสงคราม ล้วนมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังเสมอ” คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงครับ วันนี้เราอาจจะแค่ยังอ่านไม่ออก ว่า “เขาเหล่านั้น” คือใคร? ที่ใช้คำว่า เขาเหล่านั้น เพราะไม่แน่ว่าอาจจะไม่ใช่แค่กัมพูชา ส่วนจะมีกี่ประเทศ? กี่ฝ่าย? กี่คน? และ ต้องการอะไร? นั้น ยังไม่ชัดเจน

นั่นเป็นเพราะหลายครั้งที่ปัญหาการเมืองไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่ตาเห็น และอาจมีตัวละครหรือความต้องการอื่นแอบแฝง นอกเหนือจากคู่ขัดแย้งหลักหรือสิ่งที่เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ สถานการณ์นี้ ก็ไม่แน่…อาจจะไม่ต่างกัน หรืออาจเป็นแค่ไทยกับกัมพูชาจริงๆก็เป็นได้เช่นกัน ดังนั้น วันนี้ผมจึงอยากให้คนไทยใจเย็นๆ เฝ้ามองสถานการณ์กันต่อไปอีกสักหน่อย เชื่อว่าอีกไม่นานคำตอบเหล่านี้จะเผยออกมา

เมื่อวิเคราะห์ฝั่งกัมพูชา ต้องยอมรับว่า ฮุนเซน มีประสบการณ์และความเก๋าในเกมการเมืองระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะดูจากการสื่อสารที่ออกมามีความพยายามยกระดับเรื่องนี้ไปสู่ระดับสากลอยู่ตลอด อีกทั้งยังพยายามสื่อสารให้ไทยเป็นตัวร้ายและเป็นฝ่ายผิดอยู่เสมอ บ่งบอกว่าเขารู้ว่านั่นเป็นเวทีที่เขาจะได้เปรียบไทยในหลายๆด้าน นี่คือความเจนจัดในเกมการเมือง ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่เกิดเรื่อง

ดังนั้น การปลุกระดมและปลุกกระแสรักชาติจนเกิดการแสดงออกมากมายในโลกโซเชียล รวมถึงการเคลื่อนย้ายกำลังพลและแหย่ไปแหย่มา จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าอาจเป็นการปลุกระดม ปั่นกระแส และยั่วยุ เพราะความเจนจัดของเขาทำให้เขารู้ดีว่า ความด้อยกว่าของเขาคือ “ความได้เปรียบ”

สิ่งที่เขาต้องการอาจเป็นการที่ฝ่ายไทยเริ่มดำเนินการบางอย่าง โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารก่อน ซึ่งกัมพูชาก็พร้อมที่จะสวมบท “เหยื่อที่ถูกผู้แข็งแรงกว่ารังแก” นี่จะกลายเป็นการ “เตะหมูเข้าปากหมา” ไปโดยปริยาย และประชาคมโลกจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไทยอย่างหนักพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลจน “ไทยจะกลายเป็นตัวโกง” และจะเสียเปรียบในทุกเวที จนอาจจะเสียผลประโยชน์ของชาติได้

งานนี้…ไทยต้องระวังอย่าให้ตกหลุมพราง

ที่ผ่านมาท่าทีของรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับหลักการสันติวิธี มีความระมัดระวังในการสื่อสารค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเจรจาในรูปแบบ “ทวิภาคี” คือระหว่างสองประเทศเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการยกระดับไปสู่การเป็นปัญหาระดับสากล ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ผิด เพราะเราก็ไม่อยากให้คนอื่นๆเข้ามาเผือกในสถานการณ์นี้ (ซึ่งไม่แน่ว่าอาจมีคนปูเสื่อรอเผือกอยู่ไม่น้อย) ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียเปรียบ แต่ก็ต้องบาลานซ์ระหว่างความอ่อนและแข็งให้สมดุล เพราะการทูตไม่ใช่แค่การเป็นคนดี แต่ต้องเป็นเสมือนผู้ที่เล่นว่าวเป็น คือ ต้องรู้ว่าจะ “ตึง” ตอนไหน และจะ “หย่อน” เมื่อใด

แน่นอนว่าวิธีการของรัฐบาลอาจจะ “ไม่ถูกใจ” คนไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งก็แก้ไขได้ด้วยการ “เล่นว่าว” อย่างที่บอกไป

สิ่งที่จะไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้ ก็คงจะเป็นโลกออนไลน์ที่มีอิทธิพลกับความคิดความเห็นของคนในชาติอย่างมากในปัจจุบัน ถ้ามองดูในโลกออนไลน์ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีคนออกมาแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนรัฐบาล ทั้งไม่สนับสนุน รวมไปจนถึงสายสุดโต่งและสายหาแสง หลายต่อหลายคน (ที่มีอิทธิพลต่อความคิดคนในสังคม) ก็ปั่นกระแสไปเสียไกล เช่น เอาทหารบุกเข้าไปเลย! ยึดประเทศ ยึดพนมเปญเลย! เป็นต้น

ก็คงจะต้องขอแตะเบรกสำหรับแนวคิดสุดโต่งแบบนี้สักหน่อย เพราะเห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เกรงว่าจะไปเข้าทาง “เขาเหล่านั้น” เพราะนอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์เราดูแย่ ยังสร้างความแตกแยกทางความคิดในสังคมไทยเราเอง จนฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ที่มีเอี่ยวอยู่เบื้องหลังนั่งหัวร่อกันสบายใจ เข้าทำนอง “เตะหมูเข้าปากหมา” เสียฉิบ

ดังนั้น วันนี้ต้องกราบเรียนคนไทยทุกคนว่า ต้องแยก “อารมณ์” กับ “เป้าหมาย” ให้ออก

เข้าใจดีว่าคนไทยทุกคนมีเลือดรักชาติเต็มเปี่ยม แต่คำถามที่สำคัญคือ “เราอยากจะเป็นผู้ชนะในสถานการณ์การเมืองนี้ ใช่หรือไม่?”

ถ้าใช่ ก็คงต้องข่มอกข่มใจกันสักหน่อย แล้วเอา “เป้าหมาย” คือ การเอาชนะสถานการณ์นี้โดยการรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ให้ได้ เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่อารมณ์และความสะใจ

อย่าเพิ่งไปไกลถึงขั้นเชียร์รบกัน แต่หันมาสนับสนุนแนวทางที่รัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันก่อนจะดีกว่าหรือไม่? บางครั้งอาจจะไม่ถูกใจ แต่ก็ต้องใจเย็นๆ ไม่แน่ว่ากองทัพและรัฐบาลอาจจะกำลัง “เล่นว่าว” ทั้งตึงทั้งหย่อนอย่างที่ผมกล่าวไปอยู่ก็เป็นได้ อย่างน้อย วันนี้เราต้องรวมใจเป็นหนึ่ง เพราะเราคือทีมเดียวกัน

วันนี้ต้องชื่นชมกองทัพไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่เดินเกมอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีทั้งการทูต การเจรจา และการกดดันเริ่มจากเบาไปหาหนัก เช่น การเริ่มปิดด่าน แต่ก็มีความพร้อมถ้าจำเป็นต้องใช้กำลังทหารซึ่งเปรียบเสมือนไม้ตายท้ายสุดของการทูต

ถือว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด เพราะฝั่งตรงข้ามจะทำอะไรไม่ได้และจะไม่กล้า “เปิด” ก่อนอย่างแน่นอน ด้วยน่าจะยังหวังจะเล่นบทเหยื่ออยู่ และเชื่อได้ว่าจะยังรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของไทยไว้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อเราในอนาคต

ส่วนตัวผมไม่สนับสนุนสงครามอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีหนทางอื่นอยู่ เพราะในฐานะทหารเก่า เราระลึกเสมอว่า “การสูญเสียทหารหนึ่งคน ไม่ใช่แค่ทหารหนึ่งคน” แต่นั่นคือ พ่อ สามี ลูก หลาน เพื่อน ของคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ใดมีการรบที่นั่นมีการสูญเสียเป็นของคู่กันเสมอ ดังนั้น หากจะต้องรบ เราต้องแน่ใจว่ามันคือหนทาง “สุดท้าย” ที่สุดจริงๆของกระบวนการทางการทูตทั้งปวง และต้องแน่ใจว่าการรบนั้นจะทำให้เรารักษาไว้ได้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ

ผมเห็นด้วยกับคำว่า “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด”

แต่วันนี้ผมอยากเห็น “ไทยนี้รักสงบ แต่ไม่ต้องรบ ก็ชนะขาด” เป็นเป้าหมายแรกก่อน

ถ้าไม่สำเร็จ…ไปไหนไปกันครับงานนี้

ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และคนทำงานทุกท่าน และขอเชิญชวนทุกท่านเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุ “เป้าหมาย” ของชาติร่วมกันครับ

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาการทูตและการต่างประเทศ

คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...