โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

RSV ไวรัสอันตราย… ป้องกันได้จริงหรือ?

Bumrungrad International

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 03.34 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2567 เวลา 03.06 น.

RSV คืออะไร?

Respiratory syncytial virus (RSV) เป็นไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้มที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ ร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส RSV หลังจากติดเชื้อ แต่ภูมิคุ้มกันนี้ไม่ได้อยู่ตลอดชีวิต จึงทำให้เราสามารถติดเชื้อไวรัส RSV ซ้ำได้หลายครั้ง

เมื่อติดเชื้อไวรัส RSV แล้วจะมีอาการเป็นอย่างไร?

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักแสดงอาการภายใน 2-8 วันหลังได้รับเชื้อ โดยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล แต่หากเชื้อไวรัส RSV ลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ ในกรณีที่ติดเชื้อขั้นรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจหอบเหนื่อย เสียงหายใจดังวี้ด ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียว ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพราะอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

เชื้อไวรัส RSV สามารถติดต่อได้ทางใดบ้าง?

เชื้อไวรัส RSV นั้นสามารถติดต่อได้ผ่านทางสารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอหรือจามของผู้ป่วย หรือผ่านทางการสัมผัสบริเวณที่มีเชื้อ เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ซึ่งเชื้อไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่บนสิ่งของต่างๆ ได้นานหลายชั่วโมง

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV?

  • เด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนครบ 35 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์)

  • เด็กแรกเกิดอายุน้อยกว่า 1 ปี

  • เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ

  • ผู้สูงอายุ

  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังหรือโรคหัวใจ

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

  • ผู้ที่มีความบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดเราสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ได้อย่างไร?
    ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อไวรัส RSV แบบเฉพาะทาง มีแต่การรักษาแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเราสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ หมั่นล้างมือก่อนและหลังสัมผัสสิ่งของต่างๆ และดูแลรักษาข้าวของเครื่องใช้ เช่น ของเล่น เสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน ให้สะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมียาและวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อในช่วงฤดูกาลการแพร่ระบาดของไวรัส RSV อีกด้วย
    1. โมโนโคลนอลแอนติบอดี ยาฉีดป้องกันสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยง
    1.1 “พาลิวิซูแมบ (Palivizumab)” เป็นยาประเภทโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ฉีดป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV ซึ่งได้แก่

  • ทารกที่คลอดก่อนกำหนด (อายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 35 สัปดาห์) ที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่มีโรคปอดเรื้อรัง (bronchopulmonary dysplasia; BPD / chronic lung disease of prematurity; CLDP) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในช่วง 6 เดือนก่อนหน้า

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ (haemodynamically significant congenital heart disease; HS-CSD)โดยยานี้สามารถลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ลดระยะเวลาการเข้ารับการรักษา ลดโอกาสการเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต และลดความรุนแรงของการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในระหว่างช่วงฤดูกาลที่มีการระบาดของโรคได้

ยาพาลิวิซูแมบต้องฉีดอย่างไร?

การฉีดยาพาลิวิซูแมบจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก ขนาดยาที่แนะนำคือ 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แนะนำให้เริ่มฉีดก่อนช่วงการระบาดของเชื้อไวรัส RSV และฉีดต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลารวมทั้งหมด 5 เดือน (5 เข็ม) ในระหว่างช่วงฤดูกาลการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส RSV

ประสิทธิภาพของยาพาลิวิซูแมบเป็นอย่างไร?

ยาพาลิวิซูแมบมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากติดเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนครบ 35 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์) ได้ 78% และในกลุ่มเด็กที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (BPD) ได้ 39% นอกจากนี้ ยาพาลิวิซูแมบยังมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากติดเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ (HS-CSD) ได้ถึง 45%

อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดยาพาลิวิซูแมบ?

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้ เป็นผื่น และปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด
1.2 “เนอร์ซีวิแมบ (Nirsevimab)” เป็นยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) ได้รับการอนุมัติให้ใช้สำหรับการป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงการระบาดของโรคในเด็ก

  • ทารกแรกเกิดและทารก ในช่วงการระบาดของโรคในฤดูกาลปีแรกที่ทารกเผชิญ
  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ยังคงมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงการระบาดของโรคปีที่สองที่เด็กเผชิญ

ยาเนอร์ซีวิแมบต้องฉีดอย่างไร?

การฉีดยาเนอร์ซีวิแมบ บริหารยาโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งเดียว โดยขนาดยาขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก ดังนี้

  • ขนาดยาแนะนำสำหรับทารก

  • น้ำหนักทารกต่ำกว่า 5 กิโลกรัม ขนาดยาฉีด 50 mg

  • น้ำหนักทารกตั้งแต่ 5 กิโลกรัมขึ้นไป ขนาดยาฉีด 100 mg

  • ขนาดยาแนะนำสำหรับเด็กที่ยังคงมีความเสี่ยง คือ 200 mg
    โดยยานี้ควรฉีดก่อนเข้าสู่ช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อ RSV หากทารกคลอดในช่วงการระบาดควรฉีดยาหลังคลอดเลย โดยยานี้สามารถให้ในช่วงเดียวกับวัคซีนตัวอื่นๆ ได้

ประสิทธิภาพของยาเนอร์ซีวิแมบเป็นอย่างไร?

ยาเนอร์ซีวิแมบสามารถป้องกันการติดเชื้อ RSV ได้ยาวนานถึง 5 เดือน ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาของการแพร่ระบาด มีประสิทธิภาพในการลดโอกาสในการติดเชื้อโรค RSV ได้ถึง 79.5%, ลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากโรค RSV ในช่วงขวบปีแรก, ลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อในปอดได้มากถึง 83.2%, นอกจากนี้ลดความรุนแรงของโรคลดระยะเวลาการรักษาตัวในโรงพยาบาล และลดโอกาสการเข้ารับการรักษาตัวในไอซียู 75.3%

อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดยาเนอร์ซีวิแมบ?

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้ เป็นผื่น และปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด
2. วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยขณะนี้มีด้วยกัน 2 ชนิด:
2.1 วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด recombinant adjuvanted (RSV recombinant adjuvanted vaccine)
วัคซีนชนิดนี้ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจากไวรัส RSV ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 50 ถึง 59 ปี ที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV

วัคซีนนี้ต้องฉีดอย่างไร?

แนะนำให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งละ 1 เข็ม โดยฉีดเพียงครั้งเดียว

ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด recombinant adjuvanted เป็นอย่างไร?

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด recombinant adjuvanted มีประสิทธิภาพสูงถึง 82.6% ในการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีโรคร่วมดังต่อไปนี้อย่างน้อย 1 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด โรคทางเดินหายใจ/ปอดเรื้อรัง ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคตับหรือโรคไตเรื้อรัง พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ได้สูงถึง 94.6%

อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดวัคซีน?

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด อ่อนล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และปวดข้อ ซึ่งมักมีความรุนแรงเล็กน้อย และหายไปภายใน 2-3 วัน หลังฉีดวัคซีน
2.2 วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant (RSV bivalent recombinant vaccine)
วัคซีนชนิดนี้ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีสาเหตุมาจากไวรัส RSV ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ วัคซีนชนิดนี้ยังสามารถให้ในหญิงตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ 24 ถึง 36 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจากไวรัส RSV ในทารกในครรภ์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน

วัคซีนนี้ต้องฉีดอย่างไร?

แนะนำให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งละ 1 เข็ม โดยฉีดเพียงครั้งเดียว

ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant เป็นอย่างไร?

ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป พบว่าวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV โดยสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ที่มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจตั้งแต่ 3 อาการขึ้นไป ได้ 86% และสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ที่มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจตั้งแต่ 2 อาการขึ้นไป ได้ 67%
(อาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ หายใจมีเสียงหวีด มีเสมหะ หายใจลำบาก หายใจเร็ว)
ทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ในทารกที่มารดาได้รับการฉีดวัคซีนในระหว่างตั้งครรภ์ สูงถึง 82% ในช่วงอายุ 3 เดือน และ 69% ในช่วงอายุ 6 เดือน นอกจากนี้ วัคซีนยังมีประสิทธิภาพในการลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของทารกจากโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV อีกด้วย โดยสามารถลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของทารกในช่วงอายุ 3 เดือน ได้ 68% และทารกในช่วงอายุ 6 เดือน ได้ 57%

อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดวัคซีน?

ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด อ่อนล้า ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะ ซึ่งมักมีความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายไปภายใน 1-2 วัน หลังจากที่เริ่มมีอาการ
หญิงตั้งครรภ์
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และคลื่นไส้ ซึ่งมักมีความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายไปภายใน 2-3 วัน หลังจากที่เริ่มมีอาการ
หากท่านต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ข้อมูลยาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ตลอด 24 ชั่วโมง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...