โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"กัณวีร์" มอง รบ. ควรมีแผนกลยุทธ์ในการประชุม JBC ไทย–กัมพูชา

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 07.33 น.

"กัณวีร์" มอง รบ. ควรมีแผนกลยุทธ์ในการประชุม JBC ไทย–กัมพูชา ลั่น ไม่มีแผนก็ไม่มีพลังต่อรอง ชี้ ไทยเดินตามเกมกัมพูชา ไร้ยุทธศาสตร์รองรับปัญหาชายแดน เตือน ไม่ควรใช้สัมพันธ์ ‘ทักษิณ-ฮุน เซน’ อยู่เหนือการทูต

วันที่ 14 มิ.ย. 68 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 6 ณ กรุงพนมเปญ กล่าวว่า แทบจะไม่คาดหวังอะไรกับการประชุมครั้งนี้ เพราะจุดยืนกัมพูชาชัดเจนว่าจะนำ 4 พื้นที่ข้อพิพาทพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นสู่ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ขณะที่จุดยืนของไทยระบุว่าจะแก้ปัญหาในบริบททวิภาคี ในเมื่อจุดยืนเราแตกต่างกัน การประชุม JBC จึงเป็นการเริ่มต้นในการใช้กลไกทวิภาคีหารือข้อพิพาทเขตแดน

ซึ่งการประชุม JBC เป็นเรื่องทางเทคนิคเกี่ยวกับการปักปันเขตแดน อาจจะมีการเชื้อเชิญให้กัมพูชาไม่นำกรณี 4 พื้นที่ข้อพิพาทเข้าสู่ ICJ โดยใช้กลไกพหุภาคี เช่น กลไกอาเซียนในการแก้ปัญหา การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการดึงเอาจุดสุดโต่งของทั้งสองด้านเข้าหากันมากขึ้นกว่าเดิม และเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

โดยรัฐบาลควรจะมีแผนกลยุทธ์ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้สร้างฉากทัศน์ในการแก้ปัญหา ทำเพียงวิ่งตามสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ เราวิ่งตามมาตรการของกัมพูชา ทั้งเรื่องการเปิด-ปิดจุดผ่านแดน การเปลี่ยนช่วงเวลาในการเปิด-ปิดจุดผ่านแดน มาตรการการตัดไฟและอินเทอร์เน็ต รัฐบาลไทยทำเพียงตอบสนองต่อสถานการณ์มากกว่าที่จะวางแผนเพื่อดีลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายกัณวีร์ ระบุว่า ไทยมีปัญหาเรื่องจุดผ่านแดนทั่วประเทศ แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการในการแก้ปัญหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม จะต้องมีแผนอยู่แล้ว แต่แผนได้ถูกนำมากาง และนำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการดูแลข้อพิพาทจุดผ่านแดนต่าง ๆ หรือไม่

สำหรับการประชุมที่มีนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายไทย สะท้อนให้เห็นว่าเราคงจะไปรับฟังเพียงอย่างเดียวแทนที่จะเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือเชื้อเชิญให้กัมพูชากลับมาใช้กลไกทวิภาคี และกลไกอาเซียนในการแก้ไขปัญหา

พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจึงต้องทำงานหนักกว่านี้ วางแผนให้ครอบคลุมยุทธศาสตร์และการปฎิบัติ เนื่องจากปัญหาชายแดนเป็นปัญหาสำคัญ รัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดน เพราะมองว่าเป็นปัญหาที่อยู่ห่างไกล มองเรื่องจุดศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยที่ลืมบริบทของชายแดน

ปัจจุบันไทยมีจังหวัดชายแดนมากกว่า 30 จังหวัดกับอีก 23 จังหวัดชายฝั่งทะเลและเกาะแก่ง แต่พื้นที่เหล่านี้ได้รับความสำคัญน้อย เราดึงเม็ดเงินมาใช้ในภาษีส่วนกลางมากกว่าการกระจายและการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ชายแดน สะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับบริบทพื้นที่ชายแดนให้มากกว่านี้

ส่วนกรณีที่พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาแสดงจุดยืนไม่ยอมให้ 3 ปราสาท และช่องบก ขึ้นศาลโลกนั้น นายกัณวีร์ ระบุว่า ทหารต้องแสดงจุดยืนเนื่องจากเป็นอาณัติของเขาในการปกปักรักษา อธิปไตยของไทยและการป้องกันอริราชศัตรู แต่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล จะต้องมีความเข้มแข็งในการปกป้องประเทศ สามารถคุยกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดได้ รวมไปถึงต้องมีเอกภาพในการสื่อสารด้วย

อย่างไรก็ตามทางด้านกัมพูชา ยืนยันว่าจะนำ 4 พื้นที่พิพาทขึ้นสู่ ICJ จะไม่ทำให้การประชุม JBC วันนี้สูญเปล่า เนื่องจากกลไกนี้เป็นการต่อรองข้อพิพาทในเวทีระหว่างประเทศ เราต้องใช้กลไกการเจรจามากกว่าใช้สงครามหรืออำนาจทางทหารในการห้ำหั่นซึ่งกันและกัน การใช้อำนาจทางทหารไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ ไม่ได้นำมาซึ่งการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การเจรจาและการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายต่างหากที่จะนำไปสู่สันติภาพ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องมีการเชื่อมโยงงานด้านมนุษยธรรม งานด้านการพัฒนา และงานด้านการสร้างสันติภาพเข้าด้วยกัน

พร้อมยอมรับว่าปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา
ยืดเยื้อยาวนาน และอาจจะไม่ได้ยุติในปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับศิลปะในการใช้มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่นมาตรการปรับกำลังบริเวณชายแดน ซึ่งจะเป็นระยะเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะต้องมีมาตรการระยะยาวในการแก้ไขปัญหา โดยจะต้องเสนอมาตรการให้พี่น้องประชาชนระหว่างสองชายแดนได้รับทราบ เน้นย้ำว่าไม่ใช้การเผชิญหน้าหรือกองกำลังทางทหาร

ในส่วนของความสนิทสนมระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกัณวีร์มองว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเรื่องที่ดี และเป็นมูลค่าเพิ่มที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเดินหน้าต่อไปได้ แต่ของไทยกลับตาลปัตร เราใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมาอยู่เหนือความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างทางราชการ กลายเป็นว่าถ้าเกิดปัญหาก็ต้องรอรับฟังแต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างสมเด็จ ฮุน เซน นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และตระกูลชินวัตร ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงต้องใช้โครงสร้างความสัมพันธ์อย่างทางการ สร้างจุดยืนทางการทูตไทยให้มั่นคงแข็งแรง ก่อนดีลกับประเทศต่าง ๆ

“เป้าประสงค์ของฝ่ายกัมพูชาเรื่องปัญหาเขตแดนถูกยกมาเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝั่งเวียดนาม ลาวและไทย ต้องยอมรับว่ากระแสของนายฮุน มาเนตค่อนข้างเบาบาง จึงต้องดึงกระแสนิยมจากประชากร 15 ล้านคนกลับมา ขณะที่สมเด็จฮุนเซน อายุมากแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ค้างฟ้าได้ขนาดไหน การสร้างกระแสนิยมให้ลูกชายตนเองถือเป็นยาแรง ยาเร็ว สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้ง สว.ที่กำลังจะมาถึง แต่อาจจะไม่ใช่ยายั่งยืน”นายกัณวีร์ ย้ำ

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่ากัมพูชาวางแผนล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ใช้กลไกทวิภาคีอาจจะยกขึ้นไปที่ ICJ และสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งถ้าหากสถานการณ์ยกระดับขึ้นไปก็อาจจะต้องนำเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ ถึงตอนนั้นเมื่อมีมติออกมาอย่างไร ประเทศไทยก็จะปฏิเสธมติดังกล่าวไม่ได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...