โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

‘แอมเนสตี้’ แฉภาพแหล่งแก๊งคอลฯ-เขมร ชี้รัฐบาลกัมพูชาไม่ปราบปราม เชื่อมีเอี่ยว

เดลินิวส์

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 10.44 น. • เดลินิวส์
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงาน แหล่งอุตสาหกรรมการหลอกลวงใน

วันที่ 26 มิ.ย. ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) เผยแพร่รายงาน Cambodia: ‘I was someone else’s property’: slavery, human trafficking and torture in Cambodia’s scamming compounds โดยระบุว่า ในรายงานฉบับนี้ แอมเนสตี้ฯ ได้บันทึกวิกฤติสิทธิมนุษยชนที่น่าตกใจซึ่งเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการหลอกลวงในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2565

โดยระบุแหล่งหลอกลวงอย่างน้อย 53 แห่ง ซึ่งเคยเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น หรือยังคงเกิดขึ้นอยู่ รวมถึงการค้ามนุษย์ การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ การใช้แรงงานบังคับ แรงงานเด็ก การกีดกันเสรีภาพและการเป็นทาส และรายงานฉบับนี้ แอมเนสตี้ฯ ยังแสดงให้เห็นรูปแบบของพฤติกรรมของรัฐที่ล้มเหลวซึ่งทำให้เกิดการละเมิดที่ร้ายแรงขึ้น การตอบสนองที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างน่าเวทนาของรัฐบาลและการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในการป้องกันและสอบสวนวิกฤติการหลอกลวงอย่างเหมาะสม แสดงให้เห็นถึงการยอมรับและชี้ให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น

รายงานฉบับดังกล่าว เผยแพร่แผนที่ที่ระบุเมืองต่างๆ ในกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการอุตสาหกรรมการหลอกลวง (การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์) โดยชี้ว่า การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การบังคับใช้แรงงานเด็ก การทรมานและการทารุณกรรมอื่นๆ การกีดกันเสรีภาพ ตลอดจนการค้าทาสกำลังดำเนินการอย่างเป็นขนาดใหญ่ในวงกว้าง

“สิ่งสำคัญคือ มีการพบว่าในขณะที่ผู้กระทำความผิดหลักของการละเมิดนี้เป็นองค์กรอาชญากรรม รัฐกัมพูชาประสบความล้มเหลวอย่างร้ายแรงในการดำเนินมาตรการที่เพียงพอเพื่อหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันแพร่หลายนี้ แม้ว่าจะได้รับแจ้งเกี่ยวกับการละเมิดดังกล่าวในหลายกรณีอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม ความล้มเหลวของรัฐในการปฏิบัติตามภาระผูกพันและความรับผิดชอบทางกฎหมายระหว่างประเทศ มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้” รายงานของแอมเนสตี้ฯ ระบุ

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ ได้เปิดเผยว่า การถูกหลอก ถูกจับค้ามนุษย์และถูกกดขี่ ผู้รอดชีวิตจากศูนย์เหล่านี้เล่าว่า ตนติดอยู่ในฝันร้ายเพราะถูกบังคับให้เข้าองค์กรอาชญากรรมที่กระทำการภายใต้ความยินยอมที่เห็นได้ชัดของรัฐบาลกัมพูชา

“ผู้หางานจากเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ถูกหลอกล่อด้วยคำสัญญาว่ามีงานที่ให้ค่าตอบแทนสูง แต่ท้ายสุดพวกเขากลับถูกส่งเข้าค่ายแรงงานนรกที่ดำเนินการโดยขบวนการอาชญากรรมและถูกบังคับให้หลอกลวงผู้อื่น โดยถูกข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงอย่างจริงจัง งานวิจัยของแอมเนสตี้เปิดโปงวิกฤติการณ์ที่น่าหวาดกลัวนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาดำเนินการไม่มากพอในการปราบปรามความล้มเหลวนี้ ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมที่แผ่ขยายข้ามพรมแดนเหิมเกริมยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนนับล้านได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง”

ข้อค้นพบของแอมเนสตี้ฯ บ่งชี้ถึงการประสานและอาจถึงขั้นสมรู้ร่วมคิดระหว่างหัวหน้าศูนย์ชาวจีนกับตำรวจกัมพูชาที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวในการสั่งปิดศูนย์เหล่านี้ แม้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสารพัดอยู่ภายใน

นอกจากนี้แอมเนสตี้ฯ มีเอกสารรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมจนถึงปัจจุบัน เป็นรายงานความยาว 240 หน้า ที่ระบุถึงศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 53 แห่งในกัมพูชา และสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต 58 คน จาก 8 สัญชาติ ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย ผู้ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวคือผู้หลบหนีออกมา ได้รับการช่วยเหลือหรือครอบครัวจ่ายค่าไถให้ปล่อยตัว

คำให้การของพวกเขาเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปฏิบัติการอาชญากรรมที่รุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งมักดำเนินการในความรับรู้ของทางการกัมพูชาที่ดำเนินการตอบโต้ได้ไร้ประสิทธิภาพและมีการทุจริตมาเกี่ยวข้องในบางครั้ง จนแสดงถึงการยอมรับและชี้ถึงความเกี่ยวข้องของรัฐในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น

“ลิซ่า” (นามสมมุติ) เด็กสาวอายุ 18 ปี 1 ในผู้รอดชีวิตที่ได้รับการช่วยเหลือ เธอหางานทำช่วงปิดเทอมที่ประเทศไทย ก่อนถูกจับค้ามนุษย์ โดยเธอเล่าว่า “นายหน้าบอกว่าจะให้ทำงานฝ่ายธุรการ ส่งรูปโรงแรมมีสระว่ายน้ำมาให้ เงินเดือนก็ดีมาก”

แต่ท้ายสุด ลิซ่า กลับถูกพาตัวข้ามแม่น้ำหลบเข้ากัมพูชาตอนกลางคืน และถูกคุมตัวไว้ยาวนานกว่า 11 เดือน โดยมียามที่มีอาวุธครบคอยจับตา พร้อมบังคับให้ทำงาน หลอกลวง พอเธอพยายามหลบหนี ก็ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง

“มีผู้ชายอยู่สี่คน สามคนกดตัวหนูไว้ให้หัวหน้าใช้ท่อนเหล็กตีฝ่าเท้าหนู พวกมันบอกว่าถ้ายังร้องไม่หยุด มันจะตี จนกว่าจะเงียบ” ลิซ่ากล่าว

อย่างไรก็ตาม การปิดสถานที่ตั้งของสแกมเมอร์ในปัจจุบันนั้น มีการเข้าไปทำลายประมาณ 3-2 แห่ง แต่ต่อให้ทำลายไป พวกนี้มักจะเปิดสถานที่ใหม่ขึ้นมาแทนอยู่ดี และยังมีการโฆษณาชวนเชื่อ หลอกล่อเหยื่อให้ไปทำงานมากมายในโซเซียลอีกด้วย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...