โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KTAMจัดกองอสังหา-อินฟรา แจกปันผล-เงินลดทุน16มิ.ย.นี้

ทันหุ้น

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 04.43 น.

#KTAM #ทันหุ้น -นักลงทุนรับทรัพย์ ปันผลและเงินลดทุน กองทุนอสังหา-อินฟราที่บริหารโดย KTAM กำหนด พร้อมกันวันที่ 16 มิ.ย.นี้ กว่า 1,027 ล้านบาท

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือKTAM เปิดเผยว่า โดยปกติในภาวะดอกเบี้ยขาลงนั้น ถือว่าเป็นปัจจัยบวกสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่ม Yield Play ซึ่งเป็นกลุ่มที่มุ่งหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นหลัก นอกจากจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตแล้ว ยังถือเป็นโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตจากการได้รับเงินปันผลที่มีความสม่ำเสมอเพื่อชดเชยกับการลดลงของผลตอบแทนจากตราสารหนี้ (Bond Yield) โดยเฉพาะหลักทรัพย์รายตัวที่เป็น High Dividend Yield ในระดับที่สูงกว่า Bond Yield ก็จะยิ่งสร้างความน่าสนใจลงทุนมากขึ้นเป็นพิเศษในภาวะดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดต่ำลงนั้นก็อาจเป็นโอกาสให้กลุ่ม Infrastructure Fund พิจารณาเพิ่มการเข้าลงทุนในทรัพย์สินใหม่ (Expansion) โดยใช้เงินลงทุนจากการกู้ยืมเงิน (Gearing) มาผสมกับการออกจำหน่ายหน่วยลงทุนเพิ่มทุนได้อีกทางหนึ่ง

*จ่ายปันผล-เงินลดทุน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะที่เต็มไปด้วยความผันผวนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา KTAM ยังคงสามารถสร้างผลงานได้ดีต่อเนื่อง ในการบริหารกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จึงได้กำหนดจ่ายปันผลและเงินลดทุนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568 จากกำไรสุทธิและ/หรือกำไรสะสม พร้อมกัน 4กองทุน ในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 รวมจำนวนกว่า 1,027 ล้านบาท ประกอบด้วย

กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตลาดไท (TTLPF) ซึ่งลงทุนในสิทธิการเช่าของสิ่งปลูกสร้างบางส่วนในโครงการตลาดไท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 58 ในอัตรา 0.3197 บาทต่อหน่วย และจ่ายเงินลดทุนครั้งที่ 2ในอัตรา 0.1662 บาทต่อหน่วย รวมจ่ายเงินปันผลและเงินลดทุน จำนวน 0.4859 บาทต่อหน่วย

*KBSPIF แจกปันผล

สำหรับกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 3กองทุน ประกอบด้วย กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี (KBSPIF) ซึ่งลงทุนในสิทธิในผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้า ในสัดส่วนร้อยละ 62% ของรายได้ค่าไฟฟ้าจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของบริษัท ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด กับ กฟผ. และภายในกลุ่มน้ำตาลครบุรี

โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ที่ใช้กากอ้อยซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากการผลิตน้ำตาลเป็นเชื้อเพลิงหลัก สัญญาเข้าลงทุนของกองทุนมีระยะเวลาถึงปี 2582จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีมุมมองการลงทุนระยะยาว มองหากระแสรายได้จากทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 19 ในอัตรา 0.2320 บาทต่อหน่วย

ลำดับถัดมาคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGATIF) ลงทุนในสิทธิในรายได้ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1โดยกำหนดจ่ายปันผลครั้งที่ 37 ในอัตรา 0.2100 บาทต่อหน่วย

โดยกองทุน KBSPIF และ EGATIF มีอัตราการจ่ายปันผลเป็นที่น่าพอใจ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากการกระจายรายปี (Annual Distribution Yield (เงินปันผล + เงินลดทุนจากสภาพคล่องส่วนเกิน) ในอัตราที่สูงกว่า 10% (อ้างอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผลย้อนหลัง 4ไตรมาส เปรียบเทียบกับราคาตลาด ณ สิ้นเดือน พ.ค. 68) นอกจากนี้ ทั้ง 2 กองทุนยังมีราคาตลาดที่ยังคง laggard โดยต่ำกว่า NAV หรือมูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือต่ำกว่าราคา PAR และไม่มีความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากไม่มีการกู้ยืม (Zero Gearing Ratio)

รวมถึงไม่มีความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายโดยใช้มาร์จิ้น (Margin Risk) เนื่องจากทั้ง 2 กองทุนมีรายได้แบบ Passive Income จากส่วนแบ่งรายได้ของโรงไฟฟ้า และไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) และค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CAPEX)

*TFFIF จ่าย 0.1176 บาท

และสุดท้าย กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ลงทุนในสิทธิในรายได้ 45% ของรายได้ค่าผ่านทางสุทธิ ที่จัดเก็บได้จากโครงการทางพิเศษฉลองรัช และทางพิเศษบูรพาวิถี ซึ่งบริหารโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยสัญญาเข้าลงทุนของกองทุนจะสิ้นสุดปี 2591 กองทุนนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีมุมมองการลงทุนระยะยาว มองหาทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานที่มีโอกาสสร้างรายได้ตามการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการทางพิเศษทั้งใน 2 เส้นทางนี้ โดยกำหนดจ่ายปันผลครั้งที่ 26 ในอัตรา 0.1176 บาทต่อหน่วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...