โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตะลึง! 3 เดือนแรกปี 68 ปิดกิจการพุ่ง 3,107 ราย เพิ่มขึ้น 10.6% ธุรกิจอาหารเจ๊งมากสุด

Share2Trade

อัพเดต 20 พ.ค. 2568 เวลา 04.41 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 08.00 น. • Share2Trade

ผ่านไปเพียง 3 เดือนของปี 2568 สภาพัฒน์ รายงานว่า มีการจดทะเบียนเลิกกิจการแล้วกว่า 3,107 ราย เพิ่มขึ้น 10.6% พบสะสมตั้งแต่ปี 66-ไตรมาส 1/68 ผลิตภัณฑ์อาหารแจ้งเลิกกิจการมากสุด รองลงมาคือ เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี

ตะลึง! 3 เดือนแรกปี 68_WS (เว็บ).jpg

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงาน การจดทะเบียนเลิกกิจการ และตั้งใหม่ของนิติบุคคลในไทยโดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในปี 2567 การจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลใหม่ มีจำนวน 87,596 ราย เพิ่มขึ้น 2.7% แต่มีทุนจดทะเบียนตั้งใหม่รวมอยู่ที่ 285,745 ล้านบาท ลดลง 49.2%

ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการ มีจำนวน 23,679 ราย เพิ่มขึ้น 1.3% และมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการรวมกันที่ 171,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0%

ขณะที่ไตรมาส 1/2568 การจดทะเบียนตั้งใหม่ มีจำนวน 23,823 ราย ลดลง 4.7% แต่มีทุนจดทะเบียนตั้งใหม่รวมอยู่ที่ 79,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.6%

ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการ มีจำนวน 3,107 ราย เพิ่มขึ้น 10.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการรวมอยู่ที่ 11,859 ล้านบาท ลดลง 0.7%

หากพิจารณาจำนวนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการสะสมในช่วงปี 2566 - ไตรมาสแรก ของปี 2568 ใน 10 อุตสาหกรรมที่เลิกกิจการ มากที่สุด พบว่า จำนวนธุรกิจที่มีการแจ้งเลิกกิจการมากเป็นอันดับ 1 คือ ผลิตภัณฑ์อาหาร 2. เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี 3.ผลิตภัณฑ์ ที่ทำจากโลหะ 4.เครื่องจักรและเครื่องมือ 5.เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

6.เครื่องดื่ม 7. การพิมพ์ และการผลิตซ้ำ สื่อ 8.ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก 9.เภสัชภัณฑ์พื้นฐาน และ10. ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากแร่

ซึ่งพบว่าเป็นประเภทกิจการเดียวกันกับการจัดตั้งธุรกิจใหม่และโดยส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก (S) ที่มีทุนจดทะเบียนธุรกิจไม่เกิน 100 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาทุนจดทะเบียนธุรกิจที่เลิกกิจการรวมกัน พบว่า ธุรกิจที่เลิกกิจการและมีทุนจดทะเบียนมากที่สุด อันดับ 1 คือ เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือ ยานยนต์ฯ และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นกิจการที่มีมูลค่าเงินลงทุนค่อนข้างสูงหรือเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ (L)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์การจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ในสาขาสำคัญ ๆ จะยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้ามาประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหญ่ (L) และเป็นนิติบุคคลที่ถือหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจีนมากขึ้น รวมถึงเน้นการเข้ามาตั้งฐานการผลิตสินค้าในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางภาษี

ดังนั้นปัจจัยดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมหรือสาขาบริการของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องแข่งขันด้านต้นทุนกับผู้ประกอบต่างชาติ

ทำให้ในระยะถัดไปภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาเป็นต้องมี การติดตามความเสี่ยงจากการปิดกิจการของผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าในกลุ่มเดียวกับผู้ประกอบการต่างชาติท่ามกลางสถานการณ์ของ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่และมีความไม่แน่นอนสูง

ตะลึง!-3-เดือนแรกปี-68.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...