OECD หั่นคาดการณ์ “เศรษฐกิจโลก” โตเพียง 2.9% ในปี 68 เหตุสงครามการค้าทรัมป์ฉุดความเชื่อมั่น
OECD หั่นคาดการณ์ "เศรษฐกิจโลก" โตเพียง 2.9% ในปี 68 ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวเหลือเพียง 1.6% ในปีนี้ และเหลือเพียง 1.5% ภายในปี 2569 เหตุสงครามการค้าทรัมป์ฉุดความเชื่อมั่น และความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้า
วันที่ 3 มิถุนายน 2568 สำนักข่าว AP News รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ปีนี้จะชะลอตัวเหลือ 1.6% จาก 2.8% เมื่อปีก่อน เนื่องจากสงครามการค้าที่ไม่แน่นอนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง และสร้างความไม่มั่นใจทั้งในภาคธุรกิจและผู้บริโภค
องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก จะชะลอตัวต่อเนื่อง เหลือเพียง 1.5% ภายในปี 2569 โดยนโยบายของทรัมป์ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐเพิ่มจากประมาณ 2.5% เมื่อตอนเขากลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็น 15.4% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1938 โดยภาษีเหล่านี้เพิ่มต้นทุนให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตในประเทศที่พึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้า
เศรษฐกิจโลกโดยรวมคาดว่าจะเติบโตเพียง 2.9% ในปีนี้ และจะคงอยู่ในระดับเดียวกันไปจนถึงปี 2569 ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจาก 3.3% ในปีที่แล้ว และ 3.4% ในปี 2566
แม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกจะสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ท่ามกลางแรงกระแทกอย่างการระบาดของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย–ยูเครน แต่แนวโน้มการค้าและเศรษฐกิจโลกในขณะนี้กลับถูกบดบังด้วยนโยบายภาษีที่กว้างขวางและไม่แน่นอนของทรัมป์ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้า
ทั้งนี้ทรัมป์ได้เปลี่ยนนโยบายของสหรัฐที่สนับสนุนการค้าเสรีมายาวนาน โดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกในอัตรา 10% รวมถึงกำหนดภาษีเฉพาะสำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ และยังขู่จะเพิ่มภาษีเพิ่มเติมอีก เช่น การเพิ่มภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 50%
แม้จะไม่ได้ระบุชื่อทรัมป์โดยตรง แต่หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ OECD นายอัลวาโร เปเรรา ได้เขียนในบทวิเคราะห์ประกอบรายงานว่า “เราได้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของอุปสรรคทางการค้า รวมถึงความไม่แน่นอนในนโยบายเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจและผู้บริโภค และคาดว่าจะฉุดรั้งการค้าและการลงทุน”
นอกจากนี้ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าของทรัมป์ยิ่งเพิ่มขึ้นหลังจากศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์กมีคำตัดสินเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออกมาตรการภาษี และสั่งระงับการเก็บภาษีดังกล่าว แต่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้รัฐบาลทรัมป์ดำเนินการจัดเก็บภาษีต่อไปในระหว่างกระบวนการอุทธรณ์
ด้านจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก คาดว่าจะเติบโตลดลงจาก 5% เมื่อปีก่อน เหลือ 4.7% ในปี 2568 และ 4.3% ในปี 2569 โดยผู้ส่งออกของจีนจะได้รับผลกระทบจากภาษีของทรัมป์ ทำให้เศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอจากวิกฤตอสังหาฯ ซบเซายิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น การลดดอกเบี้ย กระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาโรงงานและการดูแลผู้สูงอายุ
สำหรับประเทศในยูโรโซน 20 ประเทศ คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจาก 0.8% เมื่อปีที่แล้ว เป็น 1% ในปี 2568 และ 1.2% ในปีถัดไป โดยได้รับแรงหนุนจากการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
อ้างอิง : apnews.com