โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการ ชี้งบ1.15 แสนล. แค่ชะลอศก.ทรุด ดันGDPโตสุดแค่ 1.7%

PostToday

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุถึงกรณีที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณก้อนแรก 115,700 ล้านบาท จากกรอบวงเงินรวม 157,000 ล้านบาท ซึ่งโยกจากการใช้ในโครงการ “เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” มาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า เชื่อว่าเม็ดเงินจากงบประมาณดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในระยะยาว

โดยอ้างอิงหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ว่า ทุก ๆ งบประมาณ 100,000 ล้านบาท จะช่วยผลักดันจีดีพีได้ราว 0.2–0.25% แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าสมารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากแค่ไหน รวมถึงประเภทของตัวมาตรการด้วย ซึ่งกรณีนี้ หากไปรวมกับใช้งบกลางอีกราว 200,000 ล้านบาท อาจช่วยพยุงจีดีพีได้ราว 0.5–0.6% ได้ และยังมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนทางนโยบายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้งบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อใช้ในกรณีดูแลกลุ่มเปราะบาง และผลกระทบที่เกิดจากนโยบายภาษีทรัมป์ ซึ่งรัฐบาลได้วางแนวทางการใช้ไว้ 4 กรอบ คือ 1.โครงสร้างพื้นฐาน น้ำ-คมนาคม 2.การท่องเที่ยว 3.ลดผลกระทบส่งออก-เพิ่มผลิตภาพ และ4.เศรษฐกิจชุมชนและทุนมนุษย์

ดังนั้น ต้องยอมรับว่า เม็ดเงินก้อนนี้จะช่วยชะลอการไหลลงของเศรษฐกิจไทยให้ลงลดเท่านั้น คาดว่าดันจีดีพีปีนี้ให้ขยายตัวอย่างเก่ง 1.5% แต่ขึ้นกับนโนบายทรัมป์ด้วย เพราะตอนนี้ยังมีความไม่ความไม่แน่นอนสูง จึงไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขชัดเจนได้เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น

งบชุดนี้เป็นมาตรการบรรเทาเศรษฐกิจ ไม่ได้เน้นปฏิรูปโครงสร้าง เหมือนการใส่เบรกเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไหลลื่นลงไปเร็วเกินไป ซึ่งคาดว่าแม้จะรวมงบกระตุ้นกับกลางแล้ว เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจขยายตัวได้อย่างเก่ง 1.5% หรือบริหารดีๆอาจะแตะ 1.5–1.7%

ในส่วนการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ล่าช้า สมชาย มองว่า ขณะนี้ไทยยังไม่ได้รับการจัดลำดับให้เป็นประเทศสำคัญในการเจรจา เพราะสหรัฐฯ ต้องเจรจากับกว่า 60 ประเทศ โดยสหรัฐฯ แบ่งกลุ่มประเทศเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก กลุ่มพันธมิตรหลักที่ได้รับความสำคัญ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่นเวียดนาม,เกาหลีใต้ อินเดีย, กลุ่มสอง คู่เจรจาหนัก เช่น จีน และสหภาพยุโรป และกลุ่ม 3 หลังสุดซึ่งไทยอยู่ในนั้น เป็นกลุ่มที่เขาไม่ต้องการเสียเวลามาก เพราะมีหลายประเทศการเจรจาก็ไม่ไดง่าย ถือเป็นเหตุผลทางเทคนิคในการเจรจาของฝั่งสหรัฐ

อีกส่วนหนึ่งที่สหรัฐยังไม่มาเจรจากับไทย อาจะเป็นเรื่องของนโยบายสร้างแรงกดดัน ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มพันธมิตรที่แนบนั่น ดังนั้นที่เขาไม่เรียกเราเจรจาจะสร้างความปั่นป่วน หรือบีบให้กลุ่มประเทศเหล่านั้น รวมถึงไทยยอมเขามากขึ้น ดังนั้นกำหนดเวลา 90 วันย่อมเป็นไปไม่ได้ต้องขยายเวลาแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...