โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เวียน-ว่าย-ตาย-เกิด...จาก “ดิน” : นิทรรศการนิยามชีวิตผ่านศิลปะแห่งการปั้น โดยศิลปินฝาแฝด “นิด-อรพินท์” และ“หน่อย-อรพรรณ”

นิตยสารคิด

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 20.54 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 20.54 น.
mother-earth-cover

ดิน…ไม่ใช่แค่วัตถุดิบ แต่คือจุดเริ่มต้นและจุดจบของชีวิต

ตอนเด็ก ๆ พี่เห็นภาพในหัว แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือความฝันหรือว่าอะไร แต่พี่เห็นตัวเองอยู่หน้าเตาเผา ณ ช่วงเวลานั้น ก็ยังไม่รู้หรอกว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร พอโตมาถึงได้รู้จักว่ามันคือเตาเผาเซรามิก - พี่นิด-อรพินท์ กุศลรุ่งรัตน์

ในนิทรรศการขนาดเล็ก Mother Earth : เวียน-ว่าย-ตาย-เกิด…จาก “ดิน” ศิลปินฝาแฝด “พี่นิด” อรพินท์ กุศลรุ่งรัตน์ และ “พี่หน่อย” อรพรรณ ลีทเกนฮอสท์ พาผู้ชมสำรวจวงจรชีวิตผ่านผลงานศิลปะจากดิน ถ่ายทอดเรื่องราวของความเปลี่ยนผ่าน ตั้งอยู่ ล่มสลาย และกำเนิดใหม่ ด้วยภาษาที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง

แม้จะไม่ได้เติบโตที่เชียงใหม่ แต่แฝดคู่นี้กลับเลือกใช้ “ดิน” เป็นสื่อกลางในการกลับมาค้นหารากของตัวเอง ทั้งในแง่ศิลปะและความเป็นมนุษย์ พี่นิดซึ่งเกิดก่อนพี่หน่อยเพียง 10 นาที สำเร็จการศึกษาด้านเซรามิก ขณะที่พี่หน่อยเลือกเรียนด้านฟิล์ม แม้จะเดินบนเส้นทางต่างกัน แต่ปลายทางของทั้งคู่กลับมาบรรจบกันที่การใช้ “ดิน” เล่าเรื่องชีวิต ผ่านมุมมองและการตีความเฉพาะตัว

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมที่ TCDC กรุงเทพฯ ห้อง Material & Design Innovation Center ชั้น 2 อาคารส่วนหลัง เวลา 10.30 - 19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กรกฎาคม 2568

และในโอกาสนี้ “คิด” Creative Thailand ได้พูดคุยกับศิลปินทั้งสองถึงเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่าง “ดิน” กับชีวิต ศิลปะ และการเดินทางทางความคิดของพวกเธอ ที่ค่อย ๆ เผยให้เห็นความหมายของการ “เวียนว่ายตายเกิด” ในแบบที่จับต้องได้จริง

“พี่หน่อย” อรพรรณ ลีทเกนฮอสท์ และ “พี่นิด” อรพินท์ กุศลรุ่งรัตน์

ชีวิตที่สัมพันธ์กับดิน
“ตอนเด็ก ๆ พี่เห็นภาพในหัว แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือความฝันหรือว่าอะไร แต่พี่เห็นตัวเองอยู่หน้าเตาเผา ณ ช่วงเวลานั้น ก็ยังไม่รู้หรอกว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร พอโตมาถึงได้รู้จักว่ามันคือเตาเผาเซรามิก” พี่นิดย้อนถึงวันวานให้เราฟัง

จากนั้นพี่หน่อยเท้าความให้เราฟังต่อว่า “เริ่มต้นจริง ๆ คือช่วงที่เรียนอยู่ ก็จะมีการแชร์กันระหว่างพี่กับพี่นิด มาช่วยกันทำงานอย่างนู้นอย่างนี้ และเราก็ได้เรียนรู้ลองทำเซรามิกด้วย” เมื่อทราบถึงจุดเริ่มต้นที่ได้รู้จักดินของทั้งคู่แล้ว ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า พวกเขาค้นพบว่าการปั้นดินและการทำเซรามิก คือสิ่งที่ใช่ได้อย่างไร

“เราสนใจอยากจะรู้เรื่องนี้ ก็เลยไปเรียนเซรามิก ซึ่งเป็นการจับดินครั้งแรกแล้วก็รู้สึกว่า นี่แหละใช่! มันคือสิ่งที่เราจะอยู่กับเขาไปได้ตลอดชีวิต รู้สึกว่าดินคือเพื่อนเรา โดยที่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง” พี่นิดเล่าถึงความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสกับดิน

ทางด้านพี่หน่อยว่า “พอพี่เริ่มมีโอกาสได้ทำเซรามิกมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลาผ่านไป มันก็เกิดเปรียบเทียบว่างานลักษณะนี้มันเหมาะกับเรามากกว่าที่จะไปทำงานอย่างอื่น และยิ่งมาเจอดินที่มันหลากหลาย แล้วมาเปรียบเทียบ ก็พบว่ามันก็เหมือนกับคนที่มีความต่างกัน” ประเด็นนี้ได้จุดประกายความสนใจที่พี่หน่อยมีเป็นทุนเดิมให้มากขึ้น

โดยปกติเราก็จะเรียนรู้ตัวเอง สำรวจตัวเองจากข้างในเป็นหลักมากกว่า แต่ว่าการทำเซรามิก ทำให้เราได้มองเห็นคนข้างนอกด้วย - พี่หน่อย อรพรรณ ลีทเกนฮอสท์

และในทุก ๆ ความตั้งใจที่มีต่อสิ่งที่เรารัก มันก็มักจะพาเราเดินทางไปที่ไหนสักที่หรือเปิดประตูบานใหม่ ๆ เสมอ สำหรับฝาแฝดคู่นี้ก็เช่นกัน

สำหรับพี่นิด “ดิน” ถือว่าเป็นทุกอย่าง “เป็นคนที่เปิดโลกเรา สมัยก่อนพี่เป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เวลาพูดแล้วมันจะเป็นนามธรรมเยอะมาก แต่ดินเป็นตัวที่เปิดโลกเราเหมือนให้เราไปเห็นโลกคนอื่น แล้วก็เปิดให้คนอื่นเข้ามาสู่โลกเราได้ มันเป็นทั้งช่องทางเข้าและช่องทางออก รวมถึงเป็นตัวที่สอนชีวิตเราด้วย”

“พอเราได้ทำงานปั้น มันก็เหมือนเราได้เรียนรู้ชีวิตผ่านการทำงานด้วย ทำให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ได้ง่ายกว่าอย่างอื่น เหมือนกับว่าเราดูสภาวะที่มันเกิดขึ้นกับเรา ก็รู้ว่ามันไม่คงที่หรอก เราก็ปล่อยมันไป” พี่นิดเสริมในแง่มุมว่าดินเป็นสิ่งที่สอนชีวิตเธออย่างไร

“เหมือนกับเวลาที่เราทำงานกับดิน เราอาจจะเห็นว่ามันเป็นรอย คนอื่นอาจจะไปแก้ให้ แต่สำหรับพี่ พี่ว่าก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย มันก็เป็นธรรมชาติของมัน พี่ก็จะปล่อยมันไป” พี่นิดยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น

ส่วนพี่หน่อยเองก็ไม่ได้รู้สึกต่างจากแฝดพี่สักเท่าไร โดยเธอบอกว่า “ดินทำให้เราได้พบปะผู้คนเยอะขึ้น และได้เชื่อมโยงกับคนอื่น ๆ เพราะว่าพอพี่ไปทำอย่างอื่น พี่ก็ค่อนข้างจะเก็บตัว ไม่ค่อยไปเจอหรือพูดคุยกับใคร สิ่งนี้มันเลยกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมเรากับสังคม”

ในทำนองเดียวกัน พี่หน่อยมองว่ามุมมองใหม่ ๆ ที่ได้จากการทำศิลปะจากดิน คือการเข้าใจชีวิตมากขึ้น และรับรู้สิ่งภายนอกมากขึ้น “โดยปกติเราก็จะเรียนรู้ตัวเอง สำรวจตัวเองจากข้างในเป็นหลักมากกว่า แต่ว่าการทำเซรามิก ทำให้เราได้มองเห็นคนข้างนอกด้วย”

“และพอมาดูงานที่ผ่าน ๆ มา พี่ก็เรียนรู้ได้มากขึ้นว่าเซรามิกที่เราทำ มันแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตที่เรามี ไม่ใช่เป็นแค่งานศิลปะที่เราคิดขึ้น” พี่หน่อยว่า

Mother Earth: เวียน-ว่าย-ตาย-เกิด…จาก “ดิน”
ทั้งคู่เล่าถึงที่มาของนิทรรศการนี้ว่า “เราเริ่มต้นจากการสมัครนำนิทรรศการของเราไปจัดแสดงในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ หรือ Chiang Mai Design Week หลังจากนั้น กรรมการเขามองเห็นความสัมพันธ์ของงานเราซึ่งน่าจะเอามาพัฒนาได้ เขาก็เลยจับคู่งานของเราสองคนให้เป็นนิทรรศการร่วมกัน”

ในนิทรรศการจะแบ่งเป็นสองผลงาน โดยผลงานแรกที่จัดแสดง คือ “DIN” ของพี่นิด (เป็นชื่อที่มาจากชื่อตัวเองคือ “ดิน” เมื่อกลับคำจะกลายเป็นคำว่า “นิด”) โดยเน้นการสื่อสารและถ่ายทอดคุณค่าความงามจากธรรมชาติให้แก่คนเมือง

ผลงานที่สอง คือ “Empty Space” ของพี่หน่อย (มาจากชื่อสตูดิโอของพี่หน่อยที่ทำร่วมกับสามี) ที่สื่อสารในเรื่องการเปรียบเทียบดินและมนุษย์ ซึ่งต่างก็มีความไม่เหมือนที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แต่เมื่อรวมกัน กลับสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่และยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้

หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไมต้องเป็น เวียน-ว่าย-ตาย-เกิด…จาก “ดิน” และชื่อนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับดิน พี่นิดจึงเป็นตัวแทนคลายความสงสัยนี้ให้

“ดินเป็นสิ่งที่สะท้อนชีวิต ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากดิน รวมทั้งชีวิตเราด้วย และเมื่อมันเกิด มันก็เริ่มต้นขึ้น จากนั้นก็เปลี่ยนแปลง เติบโต และเวียนกลับมา สุดท้ายมันก็สิ้นสุดลงด้วยการกลับไปเป็นดินอีกครั้ง ถ้าให้สรุปง่าย ๆ มันคือวงจรของวิถีชีวิตนี้แหละ” พี่นิดอธิบาย

หมายความว่า การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรือเป็นหนทางที่จะหยุดวงจรนี้ใช่ไหม พี่นิดตอบกลับมาว่า “พี่ไม่คิดว่ามันจะจบ ชีวิตมันจบแล้วก็ไม่จบเลย มันจะจบลงก็ต่อเมื่อเราจะต้องไปเจอว่า เราจะไปจบมันได้ยังไง คือเราต้องหยุด เวียน-ว่าย-ตาย-เกิด ก่อน (หัวเราะ)”

ทางด้านพี่หน่อยเสริม “เมื่อใจเรารับรู้อย่างแท้จริง ที่เกิดจากจิตไม่ใช่เกิดจากความคิด หรือความเข้าใจทางสมอง มันถึงจะปล่อยวางในสิ่งที่เรายึดไว้ สรุปแล้ว เมื่อไรที่เราไม่มีมีสิ่งใดถือต้องยึดมั่น มันก็จบ แต่จะถึงตรงนั้น เราต้องค่อย ๆ ใช้เวลาในการเรียนรู้ไป”

การเป็นปกตินี้แหละอย่างที่พี่นิดพูด คือความเป็นธรรมดา มีชีวิตที่เป็นปกติ มันไม่มีสาระอะไรในทั้งความทุกข์และความสุข เพราะมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็จบไป - พี่หน่อย อรพรรณ ลีทเกนฮอสท์

ฝาแฝดมักมีนิสัยคล้ายกันคงเป็นคำที่หลายคนคุ้นหูกันดี ดังนั้นการที่ทั้งคู่ได้ทำงานร่วมกันก็น่าจะราบรื่น เพราะคิดคล้ายกัน เข้าใจกันง่าย แต่กับศิลปินฝาแฝดคู่นี้ การทำงานร่วมกันจะเป็นตามที่ว่าไหม

พี่หน่อยเป็นฝ่ายเฉลย “ก็มีทั้งส่วนที่ง่ายกว่าและส่วนที่ยากกว่า อย่างง่ายกว่า จริง ๆ แล้วแนวคิดมันก็ค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกัน และยังไงความรักกัน มันก็อภัยให้กันได้ทุกอย่าง” ทางด้านพี่นิดเสริมว่า “ก็คงคล้าย ๆ กันแหละ ส่วนที่ง่ายกว่า มันน่าจะเข้าใจกันได้อยู่แล้ว เพราะแนวความคิดหรือแนวทางขีวิตมีความสอดคล้องใกล้เคียงกัน ไปในทางเดียวกัน”

แต่เมื่อพูดถึงความยาก พี่หน่อยตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ก็แน่นอน เมื่อคนเรารักกัน มันก็ต้องมีความคาดหวังซึ่งกันและกัน มันก็มีความรู้สึกว่า บางทีเรื่องนี้เธอควรจะเข้าใจเองไหม แต่ก็ไม่เข้าใจ มันก็ต้องมีอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นธรรมดา”

พี่นิดอธิบายต่อ “เรื่องวิธีการที่มันต่าง แล้วก็ความกังวลหรือความกลัวที่จะไปกระทบหรือสะเทือนใจอีกฝ่าย กลายเป็นความยาก” ก่อนพี่หน่อยจะปิดท้ายด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า “มันก็เหมือนความยากของการใช้ชีวิตคู่”

นิยามของความทุกข์และความสุขในวัย 55 ปี
เมื่อถามถึงนิยามของ “ความทุกข์” ในวัย 55 ปี พี่หน่อยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งลึกและหนักแน่นว่า “อันนี้ตอบยาก เพราะว่าเมื่อเราเห็นความจริงในระดับหนึ่ง ความทุกข์เราจะเห็นตลอดเวลา เราขยับเขยื้อนชีวิตด้วยความทุกข์ แต่มันเป็นความทุกข์ทั่วไปที่คนอื่นมองไม่เห็น เราไม่สามารถที่จะอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ได้หรือไม่ทำอะไร หรือทำแต่อย่างใดหนึ่ง แล้วเราสงบได้”

สำหรับพี่หน่อย ความทุกข์คือแรงผลักดันในการเคลื่อนไหวและมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่ใช่ความทุกข์รุนแรง แต่ก็ซึมลึกอยู่ในทุกช่วงเวลา

ด้านพี่นิด เมื่อฟังคำตอบนั้นก็เงียบคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ความทุกข์ที่สุดเหรอ กลัวการจากลาจากคนที่เรารัก พี่ว่ามันไม่มีอะไรที่เราเรียกว่าที่สุดได้ แต่ถ้าเกิดเป็นนามธรรมก็คงไม่ต่างจากพี่หน่อยมากหรอก แต่ว่าเราก็เข้าใจมันว่า มันมีอยู่แล้วความทุกข์อันนี้ เราก็แค่รู้ว่าเดี๋ยวมันก็จะเปลี่ยนไป แล้วมันก็จะผ่านไปในที่สุด”

แล้วความสุขล่ะคืออะไร พี่นิดตอบเราทันที “ตอนนี้ก็มีแล้ว คือการได้ทำสิ่งที่เรารัก คนในครอบครัวไม่มีใครเดือดร้อน พี่คิดว่าความเป็นปกติสุขมันก็คือความสุขแล้ว เรายังมีอิสระในการคิด ในการทำ ในการที่จะอยู่กับคนที่เรารักได้”

ส่วนพี่หน่อยก็ตอบรับด้วยคำพูดสั้น ๆ ที่สื่อถึงมุมมองแบบปล่อยวาง “การเป็นปกตินี้แหละอย่างที่พี่นิดพูด คือความเป็นธรรมดา มีชีวิตที่เป็นปกติ มันไม่มีสาระอะไรในทั้งความทุกข์และความสุข เพราะมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็จบไป”

นิทรรศการ The Mother Earth: เวียน - ว่าย - ตาย - เกิด…จาก “ดิน” จัดแสดงระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม - 27 กรกฎาคม 2568 ณ Material & Design Innovation Center, TCDC กรุงเทพฯ และสามารถเข้าร่วมเวิร์กช็อปปั้นดินได้ในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2568 ตลอดระยะเวลาการจัดแสดง สามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมเวิร์กช็อปได้ที่ https://calendly.com/din-studio-reservation

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

โปรดเกล้าฯ ตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 3 รูป ราชกิจจาฯ ประกาศแล้ว

TNews

ทบ. ชี้แนวป้องกันพื้นที่ซำแต พิจารณาเครื่องกีดขวางตามสภาพภูมิประเทศ วางลวดหนามตลอดแนว พร้อมกำลังทหารดูแล

JS100

"พยากรณ์อากาศวันนี้! ไทยตอนบนร้อนจัดสลับฝนฟ้าคะนอง"

ThaiNews - ไทยนิวส์ออนไลน์

รัฐอัดเงินกองทุนน้ำมันเพิ่ม ตรึงดีเซล 29.94 บาท/ลิตร

tvpoolonline.com

เปิดการฝึกอบรมหลักสูตร การสร้างเสริมประสิทธิภาพและเทคนิคการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ SMART Patrol

เดลินิวส์

กาตาร์เรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซีย ใช้การทูตแก้ไขปัญหา

JS100
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...