โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ว่าธปท.สำคัญอย่างไร? ย้อนผลงาน 5ผู้ว่าแบงก์ชาติ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

Amarin TV

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 04.11 น.
ผู้ว่าธปท. สำคัญอย่างไร? ย้อนผลงาน 5 ผู้ว่าแบงก์ชาติ ฝ่าวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจไทย

ในที่สุดเมื่อวานนี้ (22 กรกฎาคม 2568) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ชื่อผู้ว่าการคนที่ 25 อย่างเป็นทางการ ได้แก่ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ แทน ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในสิ้นเดือนกันยายน 2568

การเข้ารับตำแหน่งของนายวิทัยเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ถือว่าท้าทายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบของโควิด-19 ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เรื้อรัง การเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีตอบโต้ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของไทยหากไม่สามารถรักษาระดับดอกเบี้ยให้เทียบเคียงกับประเทศคู่แข่งได้ ไปจนถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงปัญหาทางการเมืองภายในประเทศที่ยังขาดเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง

ในบริบทนี้ บทบาทของผู้ว่าการธปท. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน การดำเนินนโยบายการเงินอย่างรอบคอบ และการสื่อสารกับตลาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง

แม้หลายคนจะตระหนักดีว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ยังมีคำถามว่า หน้าที่โดยตรงของผู้ว่าการธปท. คืออะไร และมีอำนาจอย่างไรในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินของชาติ

บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับบทบาท อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ว่าการธปท. พร้อมย้อนดูแนวทางและผลงานของอดีตผู้ว่าฯ 5 คนที่เคยนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก เพื่อทำความเข้าใจว่าบทบาทนี้สำคัญเพียงใดในยามที่เศรษฐกิจเผชิญมรสุมหลายด้านพร้อมกัน

ผู้ว่า ธปท. เสาหลักนโยบายการเงิน ผู้ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

ในโลกสมัยใหม่ที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ว่าการธนาคารกลางไม่ได้เป็นเพียงเจ้าหน้าที่การเงินระดับสูง หากแต่เป็น "ผู้คุมสมดุลแห่งชาติ" ที่มีบทบาทเทียบเคียงรัฐมนตรีคลังหรือพาณิชย์ ด้วยอำนาจในการชี้นำทิศทางการเงิน ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท ความเชื่อมั่นของตลาด และความมั่นคงของสถาบันการเงินทั้งหมด ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจของชาติ และส่งผลกระทบถึงระดับครัวเรือน ธุรกิจ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ภายใต้พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ตำแหน่งผู้ว่าการฯ ดำรงวาระ 5 ปี และต่อเนื่องได้ไม่เกิน 2 วาระ โดยมีขั้นตอนการแต่งตั้งตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เริ่มจากการเสนอชื่อจากคณะกรรมการคัดเลือกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้ง แล้วเสนอรายชื่อไม่น้อยกว่า 2 คนต่อรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา จากนั้นจึงเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ความรอบคอบในทุกขั้นตอนเป็นไปเพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสูงสุด เพราะตำแหน่งนี้เป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดทั้งในและต่างประเทศโดยตรง

ในด้านอำนาจหน้าที่ บทบาทของผู้ว่าการฯ ไม่ได้จำกัดแค่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างที่คนคุ้นเคยกัน แต่ครอบคลุมความมั่นคงของระบบการเงินทั้งระบบ โดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสำคัญ 3 คณะ ได้แก่

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ผู้กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและเป้าหมายเงินเฟ้อ
  • คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ดูแลเสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์
  • คณะกรรมการระบบการชำระเงิน มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายเกี่ยวกับระบบการชำระเงินที่ ธปท. กำกับดูแล และระบบการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน

ภายใต้หน้าที่หลากหลายดังกล่าว ผู้ว่าการฯ จึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวางทิศทางเชิงกลยุทธ์และเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่องในหลายมิติ โดยผู้ว่าการฯ ต้องควบคุมและบริหารงานของ ธปท. ใน 9 ภารกิจหลัก ได้แก่ ออกและจัดการธนบัตร, กำหนดและดำเนินนโยบายการเงิน, บริหารจัดการสินทรัพย์ของ ธปท., เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล, เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน, จัดตั้งและกำกับระบบการชำระเงิน, กำกับตรวจสอบสถาบันการเงิน, บริหารอัตราแลกเปลี่ยนและทุนสำรองระหว่างประเทศ และควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (FX control)

โดยเฉพาะ “การกำหนดนโยบายการเงิน” ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด ธปท. ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ ปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบ Inflation Targeting โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมทุก 7-10 สัปดาห์ ปีละประมาณ 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง

อำนาจหน้าที่เหล่านี้ทำให้แม้ตามโครงสร้าง ผู้ว่าการฯ จะอยู่ใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเชิงตำแหน่ง แต่ในทางปฏิบัติกลับต้อง “เจรจา-โน้มน้าว-ถ่วงดุล” กับฝ่ายการเมืองตลอดเวลา ดังที่ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการฯ กล่าวไว้ว่า “การเกลี้ยกล่อมรัฐมนตรีให้ดำเนินนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งที่ธนาคารเห็นสมควร เป็นเรื่องที่สำคัญมาก… หากนโยบายการเงินและการคลังไม่ประสานกัน ราชการแผ่นดินจะเดินต่อไปอย่างราบรื่นไม่ได้”

ในบริบทนี้ ผู้ว่าการธปท. จึงต้องมีทั้งความกล้าหาญในการยืนหยัดทางวิชาการ และศิลปะในการประสานประโยชน์ระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาล เช่น หากรัฐใช้นโยบายขาดดุลกระตุ้นเศรษฐกิจจนเกิดเงินเฟ้อ ธปท. ก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ และตลาดการเงิน

นอกจากนี้ ยังต้องได้รับความไว้วางใจจากทั้งระบบ ทั้งสถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และประชาชนทั่วไป เพราะเพราะหากผู้ว่าการฯ ขาดความไว้วางใจ อำนาจนโยบายทั้งหมดของ ธปท. จะไร้น้ำหนักทันที

ย้อนดูแนวทาง 5 อดีตผู้ว่าธปท. พาไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ-การเมือง

เพื่อให้เข้าใจบทบาทของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างลึกซึ้งและจับต้องได้มากขึ้น SPOTLIGHT ขอพาทุกคนย้อนเวลาไปดูภารกิจของอดีตผู้ว่าฯ ทั้ง 5 คน ที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ไม่ธรรมดา พาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญในแต่ละยุค

  • ผู้ว่าการฯ ธปท. คนที่ 10: ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (11 มิ.ย. 2502 - 15 ส.ค. 2514)

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดถึง 12 ปีเต็ม นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในช่วงปี 2502 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยให้ก้าวสู่ความทันสมัยและมีระบบระเบียบมากขึ้น อีกทั้งยังอยู่ในช่วงสงครามเย็น ซึ่งประเทศเล็กๆ อย่างไทยต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากมหาอำนาจตะวันตกและตะวันออก ขณะที่ภายในประเทศก็อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารและการเมืองที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2502–2506) และจอมพลถนอม กิตติขจร (2506–2514) ซึ่งต่างก็ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศ

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถือเป็นบุคคลต้นแบบที่มีบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรอบด้าน และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถผสานการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ เพราะในช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ธปท. ดร.ป๋วยยังควบตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ซึ่งเพิ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี 2502 ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ควบคู่กับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ทำให้ดร.ป๋วยกลายเป็นศูนย์รวมของกลไกนโยบายการเงินและการคลังในช่วงเวลาสำคัญของประเทศที่เริ่มปฏิรูประบบเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากภารกิจด้านนโยบาย ท่านยังมีบทบาททางวิชาการในฐานะคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันผลิตบุคลากรเศรษฐกิจรุ่นใหม่ของประเทศ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และที่ปรึกษากระทรวงการคลัง เป็นทั้งนักนโยบาย นักบริหาร และนักวิชาการในคนเดียวกันอย่างแท้จริง ซึ่งหาได้ยากยิ่งในระบบราชการไทยยุคนั้น

ตลอด 12 ปีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ป๋วยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ ทั้งในด้านนโยบายการเงิน การคลัง และการพัฒนาโครงสร้างสถาบัน โดยเฉพาะในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 และ 2 ที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ยุคของการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

ดร.ป๋วย มีบทบาทโดยตรงในการร่างกฎหมายที่เป็นหลักให้กับระบบการเงินของไทย ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 การกำหนดค่าเสมอภาคของเงินบาทให้สอดคล้องกับมาตรฐานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และการผลักดันให้มีการศึกษาเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ท่านยังเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งหน่วยงานเศรษฐกิจระดับนโยบายหลายแห่ง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สภาพัฒน์ และ BOI ซึ่งกลายเป็นกลไกหลักของรัฐในการบริหารเศรษฐกิจมาจนถึงปัจจุบัน

ในด้านแนวคิดทางสังคม ดร.ป๋วยมีจุดยืนที่ชัดเจนต่อเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ ท่านเป็นผู้นำเสนอและผลักดันโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท รวมถึงโครงการด้านการศึกษาหลายโครงการ ที่สะท้อนความเชื่อของท่านว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่แค่การเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น

สำหรับบทบาทภายในธนาคารแห่งประเทศไทยเอง ท่านก็ได้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายประการ ทั้งการเปิดสาขาของ ธปท. ในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกที่หาดใหญ่ ขอนแก่น และลำปาง การเริ่มต้นพิมพ์ธนบัตรภายในประเทศแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงการสร้างระบบการพัฒนาบุคลากรด้วยการส่งนักเรียนทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลายเป็นรากฐานของบุคลากรสายเศรษฐกิจในระบบราชการไทยรุ่นต่อมา

ในระดับระหว่างประเทศ ธปท. ภายใต้การนำของ ดร.ป๋วย ยังมีบทบาทโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือการผลักดันให้เกิดการจัดตั้ง SEACEN Centre ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมของกลุ่มธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านนโยบายการเงินอย่างยั่งยืน

เมื่อมองย้อนกลับไป บทบาทของ ดร.ป๋วย ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารธนาคารกลาง แต่คือผู้ออกแบบระบบเศรษฐกิจของชาติในยุคเปลี่ยนผ่าน เป็นผู้ที่มองการณ์ไกล กล้าตัดสินใจ และยืนหยัดในหลักคิดเรื่อง “ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ” ท่ามกลางบริบทการเมืองที่ไม่แน่นอน ผลงานของท่านจึงยังถูกกล่าวถึงและเป็นต้นแบบของเทคโนแครตไทยมาจนถึงทุกวันนี้

  • ผู้ว่าการฯ ธปท. คนที่ 15-16: ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ (31 ก.ค. 2540 - 4 พ.ค. 2541) และ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล (7 พ.ค. 2541 - 30 พ.ค. 2544)

วิกฤตการณ์การเงินในปี 2540 หรือ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโฉมระบบเศรษฐกิจไทยอย่างสิ้นเชิง ทั้งค่าเงินที่ทรุดฮวบ การล้มละลายของสถาบันการเงิน และภาวะถดถอยที่รุนแรง ผู้ที่ต้องรับภาระหนักที่สุดในการประคับประคองระบบการเงินในช่วงเวลานั้นคือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สองคนที่รับไม้ต่อกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ได้แก่ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ (ก.ค. 2540 - พ.ค. 2541) และ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล (พ.ค. 2541 - พ.ค. 2544)

ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนที่ 15 ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2540 ท่ามกลางวิกฤตต้มยำกุ้งที่ลุกลามอย่างหนัก ส่งผลให้ระบบสถาบันการเงินไทยล่มสลาย และกระเทือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชีย แม้จะดำรงตำแหน่งเพียง 9 เดือน แต่บทบาทของเขาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าวถือว่าสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานเพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางการเงินของประเทศ ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการเข้มงวดของ IMF

ดร.ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่า ต้นตอของวิกฤตปี 2540 มาจากนโยบายเปิดเสรีทางการเงินอย่างสุดโต่งในช่วงปี 2535–2536 ที่อนุญาตให้สถาบันการเงินไทยสามารถกู้เงินดอลลาร์จากต่างประเทศมาปล่อยกู้ในประเทศผ่านสำนักงานวิเทศธนกิจ (BIBF) และ Investment Bank โดยมีเจตนาดีเพื่อให้ภาคธุรกิจเข้าถึงทุนได้ง่าย แต่กลับกลายเป็นการเร่งการเติบโตแบบไร้คุณภาพ เกิดการขยายสินเชื่อเกินตัว สร้างฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และบั่นทอนความระมัดระวังของภาคเอกชน เพราะเชื่อมั่นในความมั่นคงของค่าเงินบาทมากเกินไป

เมื่อฟองสบู่แตกในปี 2540 ราคาที่ดินก็ร่วงแรง กระทบต่อหลักประกันของสถาบันการเงิน บริษัทเงินทุนล้มทั้งระบบ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งสั่นคลอน นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น เงินทุนไหลออก กดดันค่าเงินบาทอย่างหนัก ทำให้แบงก์ชาติต้องรับมือทั้งเศรษฐกิจที่ทรุดตัวและสถาบันการเงินที่อ่อนแอ เกิดเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ ซึ่งหมายถึงสภาวะที่เศรษฐกิจแย่ แบงก์อ่อนแอ สินเชื่อหด ความเชื่อมั่นถดถอย จนลามเป็นวิกฤติระดับภูมิภาคในเอเชีย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ภารกิจสำคัญอันดับแรกของดร.ชัยวัฒน์ คือการฟื้นเสถียรภาพของระบบการเงินที่ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ด้วยกลยุทธ์ “แยก Good Bank - Bad Bank” เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ โดย Good Bank ที่ยังทำหน้าที่ได้ก็ให้ดำเนินงานต่อเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ส่วน Bad Bank ที่เสื่อมสภาพก็ยุติบทบาท หรือถ้ายังสามารถฟื้นฟูได้ ธปท. ก็จะเข้าไปแทรกแซงธนาคารพาณิชย์ที่อ่อนแอ ด้วยการเปลี่ยนทีมผู้บริหาร การปรับปรุงระบบใหม่ และให้แบงก์พาณิชย์เพิ่มทุน รวมทั้งแก้ปัญหาสภาพคล่องของสถาบันการเงิน โดยการปล่อยสภาพคล่องผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) เพื่อให้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องพอเพียง

นอกจากนี้ ในฐานะผู้ว่าการ ธปท. ที่ต้องเจรจากับ IMF ภายใต้แรงกดดันสูง ดร.ชัยวัฒน์มีจุดยืนชัดเจนในการปกป้องเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยไม่ยอมรับทุกข้อเสนออย่างเคร่งครัด ดร.ชัยวัฒน์ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดอกเบี้ยสูงเกินจำเป็น ซึ่งแม้อาจช่วยเสริมเสถียรภาพค่าเงินบาท แต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอย่างรุนแรง และยังวิพากษ์นโยบายที่บังคับให้แบงก์พาณิชย์เพิ่มทุนอย่างเร่งรัด โดยชี้ว่าอาจเปิดช่องให้ทุนต่างชาติเข้าครอบครองธนาคารไทยทั้งหมด

การแก้ปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งสืบเนื่องมาถึงสมัยของ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนที่ 16 ในเดือนพฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศยังอยู่ในภาวะวิกฤติลึกและต้องการการฟื้นฟูอย่างจริงจัง โดยเขาคือผู้ที่ต้องแบกรับภารกิจพลิกฟื้นระบบการเงินท่ามกลางความไม่เชื่อมั่น ทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงภายใต้แรงกดดันจากเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

หนึ่งในผลงานสำคัญของ ม.ร.ว.จัตุมงคล คือการยกระดับกรอบนโยบายการเงินของไทย จากที่เคยมีเครื่องมือเพียงอัตราดอกเบี้ย มาเป็นระบบที่มี “เป้าหมายเงินเฟ้อ” (Inflation Targeting) แม้ขณะนั้นแนวคิดนี้ยังใหม่และไม่คุ้นเคยใน ธปท. แต่ ม.ร.ว.จัตุมงคล กลับมองเห็นโอกาสจากการแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และได้นำแนวทางนี้มาใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินระยะยาว

ควบคู่กับแนวคิดเรื่องกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ม.ร.ว.จัตุมงคลยังปรับโครงสร้างภายในของ ธปท. ใหม่ทั้งหมด โดยแยกการทำงานเป็น 3 สายหลัก ได้แก่ สายนโยบายการเงิน สายสถาบันการเงิน และสายระบบการชำระเงิน ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างหลักของ ธปท. จนถึงปัจจุบัน

อีกตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดเชิงรุกของ ม.ร.ว.จัตุมงคล ได้อย่างเด่นชัด คือการแก้ปัญหาอัมพาตของเศรษฐกิจหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรสูงถึง 20% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่เพียง 2% ส่งผลให้ภาคธุรกิจไม่สามารถลงทุนหรือทำการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ม.ร.ว.จัตุมงคลจึงสั่งการให้ฝ่ายตลาดเงินของ ธปท. เข้าซื้อขายพันธบัตรในตลาดทันที โดยไม่ยึดติดกับราคา แต่ให้เน้นปริมาณการซื้อขายให้ได้ไม่น้อยกว่า 30% ของตลาด พร้อมย้ำว่าอย่ากังวลเรื่องขาดทุน เพราะ ธปท. ไม่มีบทบัญญัติว่าล้มละลาย การซื้อขายเหล่านี้คือ “นโยบายการเงิน” ที่ต้องทำเพื่อสร้างภาวะปกติกลับคืนมา

หลังดำเนินการได้ระยะหนึ่ง ม.ร.ว.จัตุมงคลสั่งให้ซื้อขายพันธบัตรในอัตราดอกเบี้ย 2% เพื่อส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจน ตลาดตอบสนองทันที เพราะภาคเอกชนเข้าใจว่า “ทางออก” มาแล้ว การฟื้นตัวจึงเริ่มเป็นรูปธรรม โดยแนวทางนี้ไม่เพียงแสดงถึงบทบาทของ ธปท. ในการกำหนดนโยบายอย่างมีความกล้าหาญ แต่ยังตอกย้ำศักยภาพของภาคเอกชนไทยในการปรับตัว เมื่อรัฐส่งสัญญาณที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

  • ผู้ว่าการฯ ธปท. คนที่ 18: ดร. ธาริษา วัฒนเกส (8 พ.ย. 2549 - 30 ก.ย. 2553)

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยต้องเผชิญวิกฤตใหญ่ถึงสองครั้งในรอบ 35 ปี ได้แก่ วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 และวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ซึ่งเธอมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการเงิน และวางแนวทางรับมือภาวะไม่แน่นอนอย่างมีแบบแผน

หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนเมื่อดร.ธาริษาขึ้นดำรงตำแหน่ง คือ ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจากการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่น เช่น การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว มีเพียงภาคส่งออกที่ประคับประคองเศรษฐกิจอยู่ แต่กลับต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งขึ้นเรื่อย ๆ

ภายหลังจากใช้มาตรการผ่อนปรนระยะหนึ่งแต่ไม่ได้ผล ธปท. ภายใต้การนำของดร.ธาริษา จึงตัดสินใจใช้มาตรการ “กันสำรอง 30%” สำหรับเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ซึ่งเป็นนโยบายที่ถือว่า “ยาแรง” ในเวลานั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อชะลอแรงกดดันค่าเงินในระยะสั้นและซื้อเวลาในการวิเคราะห์โครงสร้างของเงินทุนที่หลั่งไหลเข้ามา

แม้มาตรการนี้จะได้รับแรงต้านจากตลาด แต่ ธปท. ยืนยันว่าจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งอาจกระทบต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง

อีกบททดสอบสำคัญในยุคของดร.ธาริษา คือ ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในปี 2551 จากราคาน้ำมันดิบที่ทะยานขึ้นแตะ 144 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปสูงกว่า 9% และเงินเฟ้อพื้นฐานทะลุกรอบเป้าหมายของธปท. ที่ 3.7%

แม้ในขณะนั้นสังคมจะไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยเพราะเกรงว่าจะซ้ำเติมประชาชน แต่ดร.ธาริษาและคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เลือกดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ต่อเนื่อง 2 ไตรมาส พร้อมกับเปิดการสื่อสารกับสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่ออธิบายว่าค่าเงินเฟ้อที่สูงนั้นเกิดจาก “อุปสงค์” ที่ยังมีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบจากฝั่งอุปทาน

เมื่อประชาชนเริ่มเข้าใจตรรกะของนโยบายและเห็นว่า ธปท. มีเป้าหมายระยะยาวชัดเจน ความเชื่อมั่นก็กลับคืนมา แม้ภายใต้แรงวิจารณ์ในช่วงต้น

  • ผู้ว่าการฯ ธปท. คนที่ 24: ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (1 ต.ค. 2563 - 30 ก.ย. 2568)

ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือนตุลาคม 2563 ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่กำลังสร้างแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทยจากการปิดเมืองและปิดประเทศ สถานการณ์ขณะนั้นไม่ใช่แค่วิกฤตโรคระบาด แต่คือจุดตกต่ำที่สุดของเศรษฐกิจไทยในรอบหลายทศวรรษ

ในระยะเวลาเกือบ 5 ปีของการดำรงตำแหน่ง ดร. เศรษฐพุฒิต้องเผชิญกับคลื่นเศรษฐกิจระดับโลกที่ซัดกระหน่ำเข้ามาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ช็อกเงินเฟ้อจากวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน และสงครามยูเครน-รัสเซีย, ช็อกดอกเบี้ยขาขึ้นและดอลลาร์แข็ง, และ ช็อกวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี

ในช่วงโควิด-19 ดร. เศรษฐพุฒิใช้เครื่องมือด้านนโยบายการเงินอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ ในช่วง ก.ค. 2562 – พ.ค. 2563 โดยธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 5 ครั้ง จากระดับ 1.75% เหลือ 0.5% เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินและพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 และเน้นสภาพคล่องในระบบผ่านมาตรการ Targeted Liquidity Support ขณะเดียวกัน ธปท. ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังในการจัดโครงการร่วม เช่น มาตรการพักชำระหนี้ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและครัวเรือน

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การดำเนินนโยบายจึงเข้าสู่ ระยะ "ถอนคันเร่ง" อย่างระมัดระวัง โดยมุ่งรักษาเสถียรภาพระยะยาวเป็นหลัก โดยเฉพาะในภาวะที่หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงโควิด ซึ่ง ดร. เศรษฐพุฒิเรียกว่าเป็น “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ในช่วง ก.ค. 2565 – ก.ย. 2566 ธปท. ปรับขึ้นดอกเบี้ย 8 ครั้งต่อเนื่อง จาก 0.5% เป็น 2.5% เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากราคาพลังงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสงครามยูเครน–รัสเซีย และวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ ในช่วงดำรงตำแหน่ง ดร. เศรษฐพุฒิยังเป็นผู้ผลักดันการปรับบทบาทของ ธปท. ให้ทันกับยุคเศรษฐกิจใหม่ ทั้งด้าน Digital Finance, ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์, และ Sustainability โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ หรือภาคประชาชน

ในบริบทนี้ ธปท. ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้คุมกฎ” แต่เป็น “เพื่อนร่วมระบบ” ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกำกับและการสนับสนุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวได้เร็ว เข้มแข็ง และยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...