โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กำไรแบงก์ครึ่งปี68 พุ่ง 1.34 แสนล้านบาท ตั้งสำรอง ECL ลด 6.7%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 23.25 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 06.23 น.

ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 11 ธนาคารแจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ปี 2568 มีกำไรสุทธิรวม 66,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และงวดครึ่งแรกปี 68 มีกำไรสุทธิ 134,506 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน รายได้จากการดําเนินงานอื่นๆ ภายใต้การบริหารค่าใช้จ่าย ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลง

ขณะเดียวกันธนาคารหลายแห่ง มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น(ECL) ลดลง 6.7% จากการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ประกอบกับผลพวงจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต่อเนื่องเช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ส่งให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น และป้องกันลูกหนี้ไหลเป็น Stage2 และ Stage3

ธนาคารที่มีกำไรสุทธิงวดครึ่งปีเพิ่มขึ้นสูงสุด นำโดย ธนาคาร ไทยเครดิต(CREDIT) กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 44.0% ถัดมาคือบมจ.แอลเอชไฟแนนซ์เชียลกรุ๊ป(LHFG) 25.8% ธนาคาร กรุงเทพ(BBL) 9.5% บมจ.เอสซีบีเอกซ์ (SCB) 18.7% ธนาคาร เกียรต์นาคินภัทร (KKP) 8.6% และธนาคาร กรุงศรีอยุธยา(BAY) 0.5%

อย่างไรก็ตาม แม้ครึ่งแรกปี 2568 ธนาคารทั้ง 11 แห่ง ตั้งสำรอง ECL โดยรวมจำนวน 1.13 แสนล้านบาทปรับลดลง 6.7% จาก 1.21 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ไส้ในพบว่า ธนาคาร 4 แห่งยังให้ความสำคัญในการตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น

เห็นได้จากธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทยสำรอง ECL 1,981 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 86.1% ธนาคาร ทิสโก้ 944.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.0% ธนาคาร กรุงเทพ 19,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% และธนาคาร กรุงไทย 16,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7%

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองต่อสินเชื่อ (Credit cost) ณ ไตรมาส 2/68 อยู่ที่ 1.59% ขยับเพิ่มขึ้นจาก 1.50% ในไตรมาสแรก และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบสูงต่อเนื่อง

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย

จากปัจจัยท้าทายในครึ่งปีหลังของธนาคารทั้งระบบคือ การบริหารจัดการหนี้จัดชั้น การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อจึงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้

สำหรับสินเชื่อที่ต้องดูแลใกล้ชิดยังเป็นสินเชื่อ SMEs กับสินเชื่อรายย่อย ทั้งสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีและไม่มีหลักประกัน ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อนั้น ส่วนใหญ่เป็นหนี้จัดชั้นที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM)

ทั้งนี้จากงบแบงก์ 9แห่ง พบว่า ไตรมาส2/68 NPL ratio อยู่ที่ 3.16% ขยับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 3.14% และเพิ่มขึ้นจาก 3.05% เมื่อไตรมาส 4 ปีที่แล้ว สะท้อนการปรับเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลอย่างต่อเนื่อง แม้หลายธนาคารสามารถจัดการปัญหาเอ็นพีแอลได้

“ช่วงครึ่งปีหลังความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจค่อนข้างชัด ปลายปีจะเห็นเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ 28แห่ง น่าจะขยับขึ้นเข้าใกล้กรอบบนประมาณการที่เคยมองไว้ที่ 2.97% เทียบกับปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 2.70% โดยมีโอกาสที่จะเห็นเอ็นพีแอลเกิดใหม่และ Re-entry ดังนั้น แนวโน้มครึ่งปีหลัง แบงก์ทั้งระบบยังต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อจัดการปัญหาคุณภาพหนี้”

นอกจากนั้น แนวโน้มส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) มีโอกาสไหลต่อในครึ่งปีหลังอีก 2ไตรมาส จาก NIM ที่เคยสูงในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของดอกเบี้ยในระบบ และการลดดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการคุณสู้ เราช่วย ประกอบกับสินเชื่อที่ยังฟื้นตัวช้า โดยมองภาพรวมปี 2568 สินเชื่อยังมีโอกาสหดตัว โดยติดลบ 0.6% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่อง 2 ปี

นางสาวกาญจนากล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าดูงบแบงก์ไตรมาส 2/68 ยังมีกำไร แต่กำไรลดลงจากไตรมาสแรก สาเหตุจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากระทบธุรกิจหลักของธนาคาร ทำให้รายได้ดอกเบี้ยลดลง ไม่ว่าดอกเบี้ยในประเทศปรับลดลง หรือสินเชื่อที่หดตัวในหลายไตรมาส และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการคุณสู้ เราช่วย

รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่ลดลง ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงกระทบค่าธรรมเนียมเกือบทุกหมวด นอกจากนี้ไตรมาสสองเทียบไตรมาสแรกกำไรสุทธิลดลงจากค่าใช้จ่ายตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

ส่วนครึ่งแรกปี 68 กำไรสุทธิแบงก์ขยับเป็นบวก ส่วนหนึ่งมาจากอานิสงก์ของการตั้งสำรอง ECLที่ผ่านมา และมองไปข้างหน้าแบงก์ยังตั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรอง ECLสูงขึ้น เพราะมีความไม่แน่นอนในอนาคตและครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงมากขึ้น น่าจะกระทบความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ต่องวด ซึ่งอาจทำให้ลูกหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างไหลย้อนกลับมาเป็นเอ็นพีแอล (Re-entry) ชัดขึ้น

“จากที่เห็นสัญญาณ Re-entry ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาแล้ว ดังนั้นช่วงปลายปี (ทั้งไตรมาส 3-4) มีโอกาสจะเห็นทั้งลูกหนี้ Re-entry และผสมกับเอ็นพีแอลรายใหม่ด้วย” นางสาวกาญจนากล่าวทิ้งท้าย

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,116 วันที่ 24 - 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...