โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

นักวิทยาศาสตร์พบวิธีเปลี่ยนขยะเป็นยา

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 04.07 น.
นักวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนขยะพลาสติก เป็นยาพาราเซตามอลแก้ปวด ด้วยการใช้แบคทีเรียดัดแปลงพันธุกรรม

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก นักวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนขยะพลาสติก เป็นยาพาราเซตามอลแก้ปวด ด้วยการใช้แบคทีเรียดัดแปลงพันธุกรรม

นอกจากจะเป็นการค้นพบที่พลิกโฉมวงการแพทย์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ บอกว่า วิธีที่พวกเขาค้นพบนี้ ยังช่วยลดปัญหาขยะฝังกลบ ที่ส่งผลเสียของสิ่งแวดล้อมด้วย

พวกเขาทำได้อย่างไร?

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ประเทศอังกฤษ เป็นคนพัฒนานวัตกรรมสุดน่าทึ่ง เปลี่ยนขวดน้ำและบรรจุภัณพ์อาหารที่ทำจากพลาสติก ให้กลายมาเป็นยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวดที่พวกเราต่างกันคุ้นเคยกันดี

วิธีการคือ พวกเขาใช้ แบคทีเรีย E.coli ที่ดูดดัดแปลงพันธุกรรมแล้ว เป็นตัวย่อยสลายพลาสติก กลายเป็นกรดเทเรฟทาลิก

ขั้นตอนหลังจากนี้ต้องใช้ความซับซ้อนเป็นพิเศษ พวกเขาจะแปรสภาพกรดเทเรฟทาลิกเป็นสารตั้งต้นชนิดหนึ่ง ไปผ่านปฏิกิริยาเคมี เปลี่ยนองค์ประกอบเป็นสารอีกหนึ่งชนิด ชื่อว่า กรดพารา-อะมิโนเบนโซอิก ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

กรดพารา-อะมิโนเบนโซอิก ที่สุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนไปเป็น พาราเซตามอล

ที่น่าทึ่งคือ กระบวนกลายสภาพสารั้งหมดนี้ ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90 เปอร์เซนต์ โดยพลาสติกที่ย่อยแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นพาราเซตามอลได้เกือบทั้งหมด

กระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบนี้ แทบจะไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ใช่กระบวนการผลิตจากน้ำมันหรือเชื้อเพลิงสักนิด แถมใช้เวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมง ในห้องที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิ อีกด้วย

การเปลี่ยนขยะพลาสติกกลับให้มาเป็นยา ยังช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบ ที่ย่อยสลายยาก หนึ่งในสาเหตุของภาวะโลกร้อน

แม้กระบวนการนี้จะยังไม่พร้อมสำหรับการผลิตยาในระดับอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นการค้นพบที่สำคัญ ที่อาจจะช่วยให้การผลิตยาไม่ต้องพึ่งทรัพยากรมากในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...