โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไมซื้อกองทุนดีกว่าฝากเงิน? 5 ข้อเปรียบเทียบที่มือใหม่ต้องรู้!

บล.หยวนต้า

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น.

ในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำจนแทบไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ การซื้อกองทุนจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่า แต่ยังไม่พร้อมเสี่ยงกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ยังคงอยู่ที่ประมาณ 0.25-0.5% ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 2-3% ซึ่งหมายความว่า การฝากเงินไว้กับธนาคารกำลังทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินลดลงทุกวัน

บทความนี้จะพาคุณเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างการซื้อกองทุนกับการฝากเงิน เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

1. กองทุนรวมคืออะไร และทำไมควรพิจารณาซื้อกองทุน

กองทุนรวม (Mutual Fund) คือเครื่องมือลงทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนมาบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพ โดยเงินลงทุนจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายการลงทุน

เมื่อคุณซื้อกองทุน คุณจะได้รับหน่วยลงทุนที่แสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินของกองทุนนั้น มูลค่าของหน่วยลงทุน (NAV) จะเปลี่ยนแปลงตามมูลค่าของสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุน

กองทุนรวมมีหลายประเภทตามนโยบายการลงทุน

  • กองทุนตราสารหนี้ - ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ มีความเสี่ยงต่ำ
  • กองทุนตราสารทุน - ลงทุนในหุ้น มีความเสี่ยงสูงกว่าแต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า
  • กองทุนผสม - ลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • กองทุน ETF - กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น มักติดตามดัชนีตลาด
  • กองทุน RMF/Thai ESG - กองทุนที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

2. เปรียบเทียบผลตอบแทน การซื้อกองทุนให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

ผลตอบแทนจากการฝากเงิน

  • ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์: 0.25-0.5% ต่อปี
  • ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี: 1.0-1.5% ต่อปี
  • ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 ปี: 1.5-2.0% ต่อปี

ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของกองทุนประเภทต่างๆ

  • กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: 1-2% ต่อปี
  • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว: 2-4% ต่อปี
  • กองทุนผสม: 4-8% ต่อปี
  • กองทุนหุ้นในประเทศ: 5-12% ต่อปี
  • กองทุนหุ้นต่างประเทศ: 7-15% ต่อปี

ตัวอย่างการเปรียบเทียบ: หากคุณมีเงิน 100,000 บาท และลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี:

  • ฝากเงินที่ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี: เงินจะเติบโตเป็น 116,136 บาท
  • ซื้อกองทุนผสมที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี: เงินจะเติบโตเป็น 179,085 บาท
  • ซื้อกองทุนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี: เงินจะเติบโตเป็น 259,374 บาท

ความแตกต่างของผลตอบแทนจะยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อระยะเวลาลงทุนยาวนานขึ้น เนื่องจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น

3. เปรียบเทียบความเสี่ยง การบริหารความเสี่ยงในการซื้อกองทุน

ข้อดีและความเสี่ยงของการฝากเงิน

  • ความเสี่ยงต่ำมาก มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาทต่อบัญชี
  • ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ: อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอาจต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ

ความเสี่ยงของการซื้อกองทุน

  • กองทุนตราสารหนี้: มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง
  • กองทุนผสม: มีความเสี่ยงปานกลาง
  • กองทุนตราสารทุน: มีความเสี่ยงสูง มูลค่าอาจผันผวนตามตลาดหุ้น

การซื้อกองทุนมีข้อดีในแง่ของการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากเงินของคุณถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทหรือบริษัทจำนวนมาก

คุณสามารถบริหารความเสี่ยงจากการซื้อกองทุนได้ด้วยการ

1.เลือกกองทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

2.ลงทุนในระยะยาว - ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น

3.ลงทุนแบบ DCA - การทยอยลงทุนสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงจากการจังหวะเวลาการลงทุน

4. เปรียบเทียบความยืดหยุ่น การซื้อกองทุนมีความยืดหยุ่นมากกว่า

ความยืดหยุ่นของการฝากเงิน

  • เงินฝากออมทรัพย์: ถอนได้ตลอดเวลา แต่ดอกเบี้ยต่ำ
  • เงินฝากประจำ: ดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ถ้าถอนก่อนกำหนดจะได้ดอกเบี้ยน้อยลงหรือไม่ได้เลย

ความยืดหยุ่นของการซื้อกองทุน

  • ซื้อขายได้ทุกวันทำการสำหรับกองทุนเปิดทั่วไป
  • สามารถซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามสถานการณ์ตลาดและเป้าหมายทางการเงิน
  • มีทางเลือกในการลงทุนหลากหลายรูปแบบในที่เดียว

การซื้อกองทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการทยอยลงทุนสม่ำเสมอ ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

AomWise แอปพลิเคชันนี้รองรับการลงทุนแบบ DCA ทั้งรายเดือนและรายสัปดาห์ โดยสามารถตั้งค่าให้ซื้อกองทุนอัตโนมัติได้สูงสุดถึง 60 เดือนหรือ 60 สัปดาห์

5. เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ทางภาษี การซื้อกองทุนช่วยประหยัดภาษี

การฝากเงินในธนาคาร

  • มีภาระภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% (ยกเว้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี)
  • ไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น

การซื้อกองทุน RMF (Retirement Mutual Fund)

  • นำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (รวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันบำนาญ)
  • ต้องลงทุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และถือไว้จนอายุครบ 55 ปี โดยต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

การซื้อกองทุน Thai ESG

  • นำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท
  • ต้องถือหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทินนับจากวันที่ซื้อ
  • ลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

ตัวอย่าง: หากคุณมีรายได้ 90,000 บาทต่อเดือน (1,080,000 บาทต่อปี) และลงทุนในกองทุน RMF และ Thai ESG รวม 300,000 บาท คุณจะสามารถประหยัดภาษีได้ประมาณ 60,000 บาท (คำนวณจากอัตราภาษี 20%)

6. เริ่มต้นซื้อกองทุนอย่างไร

1.เปิดบัญชีกับแอปพลิเคชันลงทุน

  • AomWise เป็นแอปพลิเคชันที่เหมาะสำหรับมือใหม่ เปิดบัญชีง่ายผ่าน 5 ขั้นตอน อนุมัติภายใน 15 นาที
  • Yuanta NAVI เป็นอีกทางเลือกที่มีเครื่องมือวิเคราะห์และข้อมูลที่ครบครัน

2.ทำแบบประเมินความเสี่ยง - ช่วยให้คุณเลือกกองทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

3.เติมเงินเข้าบัญชี - โอนผ่าน QR Code หรือตัด ATS จากบัญชีธนาคาร

4.เลือกกองทุนที่เหมาะสม - พิจารณาจากระดับความเสี่ยง เป้าหมายทางการเงิน ผลการดำเนินงานย้อนหลังและค่าธรรมเนียม

5.เลือกวิธีการลงทุน - จะลงทุนแบบครั้งเดียวหรือแบบ DCA ก็ได้ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยและทยอยสะสมสินทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง

ทำไมควรพิจารณาซื้อกองทุนและวิธีจัดสรรเงินลงทุนอย่างสมดุล

จากการเปรียบเทียบ 5 ข้อสำคัญระหว่างการซื้อกองทุนกับการฝากเงิน จะสรุปได้ว่า

1.ผลตอบแทน: การซื้อกองทุนให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินโดยเฉพาะในระยะยาว

2.ความเสี่ยง: การซื้อกองทุนมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่สามารถบริหารจัดการได้

3.ความยืดหยุ่น: การซื้อกองทุนมีความยืดหยุ่นมากกว่า สามารถซื้อขายได้ง่ายและปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามสถานการณ์

4.สิทธิประโยชน์ทางภาษี: การซื้อกองทุนบางประเภทให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่การฝากเงินไม่มี

5.ความสะดวก: ปัจจุบันการซื้อกองทุนทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือเหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ทำให้จัดสรรเงินออมได้อย่างเหมาะสม

  • เก็บเงินสำรองฉุกเฉินในบัญชีเงินฝากประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
  • ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นสำหรับเป้าหมายระยะสั้น (1-3 ปี)
  • ลงทุนในกองทุนผสมหรือกองทุนหุ้นสำหรับเป้าหมายระยะกลางถึงระยะยาว (3 ปีขึ้นไป)
  • ลงทุนในกองทุน RMF หรือ Thai ESG เพื่อประหยัดภาษี เพื่อการเกษียณและสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน

การซื้อกองทุนอาจไม่เหมาะกับทุกคน แต่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้

ed202ad1-12f6-43cb-bc22-5deb7f703767.jpg

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...