ระยะสั้นราคาน้ำมันอาจปรับลง อานิสงส์ “สงคราม 12 วัน” และซาอุฯ ผลิตเพิ่ม
คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ธนธัช ศรีสวัสดิ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ลุกลามจนกลายเป็น “สงคราม 12 วัน” เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้สร้างความวิตกกังวลว่าความตึงเครียดอาจยกระดับเป็นสงครามระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 20% จากความกังวลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซที่มีการขนส่งน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์กลับคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังดำเนินได้ตามปกติ สะท้อนสิ่งที่เราเคยชี้ไว้ว่า แม้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบรุนแรง แต่มีความเป็นไปได้ต่ำมาก
สาเหตุหลักคืออิหร่านเองก็จำเป็นต้องพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออกน้ำมันจากเกาะ Kharg ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานหลักของการส่งออกน้ำมันของทั้งประเทศ การปิดกั้นเส้นทางหรือโจมตีเรือชาติอื่นจึงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ และจะย้อนกระทบต่ออิหร่านเอง ซึ่งต้องพึ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนการทำสงคราม
นอกจากนี้ เราคาดว่า “สงคราม 12 วัน” อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะกลาง เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบ WTI สำหรับช่วงไตรมาส 4/2025 ได้พุ่งขึ้นใกล้ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่อยู่เพียงประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงก่อนสงคราม
ซึ่งเพียงพอให้ผู้ผลิตในสหรัฐหลายรายเร่งทำสัญญาขายล่วงหน้า (Hedging) เพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้แม้ราคาจะอ่อนตัวกลับสู่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในภายหลัง แต่การผลิตน่าจะยังทรงตัว มากกว่าจะชะลอลงตามแรงกดดันด้านราคาอย่างที่เคยประเมินไว้
ในขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้นำ OPEC ก็กลับมาใช้มาตรการเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะขยับกลับไปสู่ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปลายปี จากประมาณ 9 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อต้นปี ทำให้เรามองว่าแนวโน้มตลาดน้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะอยู่ในภาวะอ่อนตัว และราคาทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง
ซึ่งถือว่าพอจะเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการค้าและเศรษฐกิจโลกอยู่บ้าง เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 6-8% ของ GDP จัดว่าเป็นเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันมากที่สุดประเทศหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ตลาดโภคภัณฑ์มักย้ำเตือนเราว่า “ราคาต่ำเกินไปคือจุดเริ่มต้นของราคาสูง” (Low Prices Cure Low Prices) กล่าวคือ เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่ำเกินไป การลงทุนในอุตสาหกรรมจะชะลอตัวลง ทำให้ความสามารถในการผลิตเติบโตช้ากว่าความต้องการบริโภค และในที่สุดก็มักตามมาด้วยภาวะขาดแคลนและการเร่งตัวของราคาในอนาคต น้ำมันก็เช่นกัน ราคาน้ำมันที่ย่ำอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ทำให้เราเริ่มเห็นแนวโน้มผู้ผลิตลดกิจกรรมการขุดเจาะและชะลอการลงทุนในหลุมใหม่
ดังนั้น หากแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันโลกยังตกต่ำอยู่แบบนี้ต่อไป แม้ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวในช่วงปลายปีจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพและลดต้นทุนพลังงานในระยะสั้น แต่เศรษฐกิจไทยก็ควรเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากวัฏจักรราคาน้ำมันขาขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งอาจย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ รวมถึงบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ระยะสั้นราคาน้ำมันอาจปรับลง อานิสงส์ “สงคราม 12 วัน” และซาอุฯ ผลิตเพิ่ม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net