โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดารากัมพูชาเล่นหนังไทย เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนไทยแห่แบน

The Momentum

อัพเดต 03 มิ.ย. 2568 เวลา 15.23 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. • THE MOMENTUM

ภาพยนตร์เรื่อง พระร่วง..มหาศึกสุโขทัย (2568) จากผู้กำกับ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์และบทละครพระร่วงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตอนนี้กำลังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ แม้ในคราวแรกคนไทยจะตื่นเต้นและภาคภูมิใจกับภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง ในสมัยสุโขทัย ที่เราเข้าใจว่าเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย แต่กลายเป็นว่าความขัดแย้งที่ภาพยนตร์ตั้งใจจะตั้งคำถาม ยังไม่เท่ากับศึกที่กำลังเกิดขึ้นนอกจอ

ทว่าในช่วงก่อนภาพยนตร์เข้าฉายในโรงจนกระทั่งวันนี้ มีกระแสแบนภาพยนตร์เรื่องนี้จากคนไทยบางกลุ่ม ซึ่งเหตุผลเป็นเพราะหนึ่งในนักแสดงที่เป็นชาวกัมพูชาคือ สตรีเพชร เยม (Yem Srey Pich) ที่มารับบทเป็นพระนางสุขรมหาเทวี พระชายาของพญาผาเมืองหรือพ่อขุนผาเมือง

เหตุเกิดจากการโพสต์ภาพถ่ายของเธอในชุดไทยประยุกต์ในโซเชียลมีเดีย และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาคอมเมนต์ว่า เป็น ‘Thai dress’ และสตรีเพชรได้ตอบกลับคอมเมนต์นั้นว่า ‘That’s Cambodia custom’ คำตอบดังกล่าวกลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดกระแสแบนหนังพระร่วงในโลกออนไลน์ หลายคนกล่าวหาว่า เธอกำลัง ‘เคลมชุดไทย’ ข้อกล่าวหานี้ทวีความร้อนแรงขึ้นท่ามกลางบริบทความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ทำให้ประเด็นทางวัฒนธรรมถูกดึงเข้าสู่สนามของชาตินิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศิลปวัฒนธรรมหรือสนามรบประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยกับคนกัมพูชารบกันในโลกอินเทอร์เน็ตกับเรื่องชุดไทย-ชุดกัมพูชา เพราะในช่วงการประกวดนางงามรอบการแข่งขันชุดประจำชาติ เรามักได้เห็นความคล้ายคลึงของเครื่องแต่งกาย 2 ชาตินี้อยู่บ่อยครั้ง จากตัวอย่างไม่นานมานี้ในปี 2567 เมื่อชุดพระแม่ธรณีจากเวที Miss Aura Cambodia ประเทศกัมพูชา เหมือนกับชุดพระแม่ธรณีบีบมวยผมที่แอนโทเนีย โพซิ้ว สวมใส่ประกวดบนเวที Miss Universe เมื่อปี 2566 รวมถึงอีกหลายครั้งที่ถกเถียงกันว่า ประเทศใดเป็นฝ่ายก็อปประเทศใดกันแน่

ประเทศกัมพูชากับไทยมีวัฒนธรรมร่วมด้วยกันหลายอย่าง 2 ประเทศจึงมีเครื่องแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน หลายองค์ประกอบของชุดใกล้เคียงกัน แต่อย่างไรก็ตามชุดไทยแบบที่เราเรียกว่าเป็นชุดประจำชาติได้แก่ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยดุสิต และชุดไทยจักรพรรดิ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ซึ่งชุดของผู้หญิงทั้ง 8 แบบเป็นการนุ่งซิ่นทั้งหมด

ทั้งนี้ชุดไทยประยุกต์ทั้งหลายในปัจจุบันคือ ชุดที่ถูกสร้างสรรค์แต่งเติมจากชุดไทยพระราชนิยมให้มีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงสลับไปนุ่งโจงกระเบนบ้าง ในขณะที่ชุดประจำชาติกัมพูชาอย่าง ‘ซัมปอต (Sampot)’ สันนิษฐานว่า มีมาตั้งแต่สมัยฟูนัน (Funan) ช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-11

อย่างไรก็ตาม ชุดประจำชาติของไทยและกัมพูชามีลักษณะคล้ายกันอย่างแยกได้ยาก แต่สิ่งที่ทำให้ดูแตกต่างคือ ไอเดียในการสร้างสรรค์ประยุกต์ หยิบนั่นมาเติมนี่ให้เกิดเป็นชุดที่ดูแปลกตากว่าชุดพระราชนิยมทั่วไป ซึ่งการที่สตรีเพชรออกมาตอบโต้คนไทยว่า ชุดที่เธอใส่เป็นชุดของกัมพูชา เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยยอมไม่ได้เป็นอย่างมาก และสร้างความไม่พอใจจนเข้าไปด่าทอถึงเชื้อชาติของเธอ ตามมาด้วยการแบนหนังเรื่องพระร่วงรวมถึงคนไทยบางส่วนเกรงว่า นักแสดงสาวจะบอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติไทยบิดเบือนไปในบ้านเกิดของเธอ

‘พระร่วง’ กับพื้นที่ของการตีความใหม่

เมื่อมองกลับมาที่ภาพยนตร์เรื่องพระร่วง..มหาศึกสุโขทัยซึ่งมีเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์สุโขทัยที่จารึกไว้บ้าง เพราะเดิมทีหนังเรื่องนี้ดัดแปลงจากบทละครพูดคำกลอนของรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่งเติมขึ้น อิงมาจากหลักฐานทางโบราณคดี และหนังพระร่วง..มหาศึกสุโขทัยทั้งเรื่องใช้วิธีการเล่าแบบใหม่ ตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบัน หลายฉากสะท้อนให้ได้ขบคิด ตั้งคำถามกับความรู้ ความเชื่อ ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่ได้หมือนเช่นหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรหรือสุริโยไทที่คนไทยเคยดู

ซึ่งสตรีเพชรที่มารับบทเป็นพระนางสุขรมหาเทวี ตามประวัติศาสตร์พระนางเป็นธิดาของพระองค์เจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอม และนักแสดงต้องพูดภาษาเขมรสลับกับภาษาไทย นับว่าเป็นการคัดเลือกนักแสดงได้เหมาะกับบทบาท ซึ่งในฐานะนักแสดงถือว่า เธอทำออกมาได้ดีไม่แพ้นักแสดงไทยในเรื่องทั้งหมด

การแบนหนังเรื่องพระร่วง..มหาศึกสุโขทั ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของวงการหนังไทย ที่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากกระแสสังคม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกลดทอนความทุ่มเทของทีมงานชาวไทยจำนวนมาก การตัดสินผลงานด้วยข้อขัดแย้งด้านอัตลักษณ์วัฒนธรรมเพียงบางประเด็น อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจต้องถามตัวเองว่า การแบนภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เพราะความไม่พอใจตัวบุคคลหรือถ้อยคำบางอย่าง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด หรือตอกย้ำว่าเรายังไม่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างมากเพียงใด แล้วใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการแบนครั้งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...