โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ตร.ไทย-ออสเตรเลีย ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ตุ๋นชาวออสซี่เสียหายกว่า 40 ล้าน

Khaosod

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 14.33 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 08.31 น.

CIB ร่วม AFP เปิดปฏิบัติการ Firestorm ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ จับกุม 14 ผู้ต้องหา หลอกลวงชาวออสเตรเลียลงทุนพันธบัตรกว่า 1.4 หมื่นรายสูญเงิน 40 ล้าน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2568 ที่บช.ก. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วย Ms.Kristie -Lee Cressy Senior Officer เจ้าหน้าที่อาวุโส Australia Federal Police (AFP) พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป. พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา รองผบก.ปทส. พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รองผบก.ตม.3 พ.ต.อ.สมบัติ มาลัย ผกก.(สอบสวน)ฯ รรท.ผกก.1บก.ปทส. พ.ต.ท.เอกพล ปัญจมานนท์ รองผกก.1 บก.ปทส. และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ Firestorm ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จับกุมชาวต่างชาติ 13 ราย ประกอบด้วยสัญชาติออสเตรเลีย 5 ราย บริติช 6 ราย แคนนาดา 1 ราย แอฟริกาใต้ 1 ราย พร้อมของกลางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเอกสาร อาทิ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เน็ตเวิร์ค โน้ตบุ๊ก สคริปท์ การพูดชักชวนลงทุน และโทรศัพท์มือถือ รวม 58 รายการ ในข้อหาอั้งยี่, เป็นคนต่างด้าว ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน โดยจับกุมได้ที่บ้านพัก หมู่ 9 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยผู้เสียหายทั้งหมดเป็นชาวออสเตรเลีย จำนวนกว่า 14,000 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านบาท

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ AFP ได้ทำการสืบสวนพบ กลุ่มบุคคลซึ่งเป็นขบวนการกระทำความผิดหลอกลวงประชาชนในประเทศออสเตรเลีย ได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย และจัดตั้ง Boiler room (คอลเซ็นเตอร์) ในประเทศไทย เพื่อหลอกลวงประชาชนชาวออสเตรเลีย ให้ร่วมลงทุนพันธบัตร โดยอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง และกำหนดระยะเวลาในการคืนทุน เป็นระยะเวลา ประมาณ 1-3 ปี ให้ผลตอบแทนแบบคงที่ ร้อยละ 7-10 ต่อปี

จึงได้ขอความร่วมมือมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและได้ร่วมกันทำการสืบสวนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้แก๊งนี้มีการทำมาแล้ว 20 ปี ได้จับกุมครั้งล่าสุดได้ที่ประเทศอินโดนีเซีย ก่อนที่หัวหน้าแก๊งที่เป็นชาวบริติชและออสเตรเลีย จะหลบหนีมายังประเทศไทย

จากการตรวจสอบ และติดตามพฤติกรรมของขบวนการดังกล่าวพบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้เข้ามาอยู่ที่พัทยาตั้งแต่ช่วงต้นปี67 และต่อมาได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวการหลัก ได้มีการนัดพบที่โรงแรมแห่งหนึ่ง บน ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ ภายหลังจึงได้สะกดรอยติดตาม ดูพฤติกรรมของกลุ่มขบวนการดังกล่าว จนพบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้เดินทางไปยังบ้านพัก ใน จ.สมุทรปราการ จึงได้ตรวจสอบเพิ่มเติม

พบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการลงประกาศขายในราคา 70 ล้านบาท หรือให้เช่าเดือนละ 120,000 บาท โดยมีประกาศพร้อมผู้เช่าถึงเดือน ม.ค.69 พื้นที่ ดังกล่าวมีขนาดประมาณ 1 ไร่ มีรั้วรอบขอบชิด บริเวณหน้าบ้านเป็นซอยตัน ซึ่งเป็นบ้านหลังสุดท้ายในซอย หน้าบ้านมีกล้องวงจรปิดจำนวน 1 ตัว โรงจอดรถมีผ้าใบกั้น และมีคนเปิด-ปิด ผ้าใบ ขณะรถเข้า-ออกจากบ้านหลังดังกล่าว

จากการเฝ้าสังเกตการณ์บ้านพักหลังดังกล่าวพบว่า มีรถเข้าตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. และจะออกในเวลาประมาณ 15.30 น. ซึ่งตรงกับเวลาทำงานเมืองซิดนีย์ คือ 09.00 เลิก 18.00 พบรถยนต์เข้า-ออกบ้านหลังดังกล่าวหลายคัน

มีพฤติการณ์คือช่วงเวลาประมาณ 05.00 น. ขณะที่รถยนต์จำนวน 4 คัน ขับเข้ามาในบ้านจะมีคนดูแลบ้านคอยเปิดม่านโรงจอดรถ เมื่อรถเข้ามาจอดภายในโรงจอดรถแล้ว จะทำการปิดม่านลงเพื่อไม่ให้เห็นคนในรถ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 15.30 น. เมื่อรถต้องการจะออกจากบ้าน คนดูแล บ้านจะทำการเปิดม่านให้รถยนต์ทยอยออก และปิดม่านไว้ตามเดิมในลักษณะปกปิดพฤติกรรมของผู้พักอาศัย และผู้เข้า-ออกบ้านหลังดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ศาลอาญาออกหมายค้น เพื่อเข้าตรวจค้นบ้านพัก ม.9 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ต่อมาวันที่ 16 มิ.ย.68 เวลาประมาณ 08.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เข้าตรวจค้น พบชาวต่างชาตินั่งอยู่ภายในห้องโถงชั้น 1 ของบ้านในลักษณะมีแผงกั้นระหว่างบุคคล คล้ายสำนักงาน ขณะเข้าทำการตรวจค้นผู้ต้องหา อยู่ในลักษณะกำลังโทรศัพท์อยู่ทุกโต๊ะ มีเครื่องคอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ก, โทรศัพท์มือถือ, เอกสารข้อความต่างๆ, สคริปการพูดคุย, เอกสารที่ปรากฏข้อความเกี่ยวกับข้อมูลบริษัทฯ และพันธบัตรที่ขบวนการดังกล่าวชักชวนลงทุน

ซึ่งอ้างว่ามีบริษัทฯ อยู่จริงในต่างประเทศ และภายในคอมพิวเตอร์ พบข้อมูลรายชื่อบุคคลชาวออสเตรเลียอีกกว่า 14,000 ราย ซึ่งขณะนี้สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียอยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยมีการยืนยันแล้วว่ารายชื่อบางส่วนถูกขบวนการดังกล่าวหลอกลวงจริง จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบความเสียหายมากกว่า 2 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือกว่า 40 ล้านบาท

จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางของผู้ต้องหาทั้งหมดจากระบบสารสนเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเพื่อทำงาน และจากการสอบถามใบอนุญาตการทำงานของผู้ต้องหาฯ ผู้ต้องหาทั้งหมดรับว่าตนไม่ได้รับอนุญาตฯในการทำงานหรือมีใบอนุญาตทำงานแต่อย่างใด และไม่สามารถนำมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้

เบื้องต้น กลุ่มผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ และให้การว่ามีเพื่อนชักชวนและพบเห็นประกาศหางานผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อเข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้ โดยมีค่าตอบแทนประมาณ 3,000 เหรียญออสเตรเลีย และมีค่าคอมมิชชั่นร้อยละ 2.5 จากการทำงาน มีหน้าที่ทำงานโทรชักชวนลูกค้าให้มาร่วม ลงทุนกับบริษัทฯ

โดยโทรชักชวนรายชื่อตามที่ได้รับจากบริษัทฯ เพื่อลงทุน โดยมี Mr.Mark Dennis อายุ 54 ปี สัญชาติออสเตรเลีย และ Mr.Mark Andrew Howship อายุ 56 ปี สัญชาติ บริติช 2 ใน 13 ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว เป็นหัวหน้าขบวนการ

ด้านพ.ต.อ.เพลิน กล่าวว่า จากการตรวจสอบทั้ง 13 รายเดินผ่านเข้ามาด้วยวีซ่าแตกต่างกัน ทั้ง 13 รายยังไม่ได้อยู่เกินกำหนด หรือโอเวอร์สเตย์ หลังจากนี้จะเพิกถอนวีซ่า และขึ้นแบล็คลิสต์เพื่อไม่ให้สามารถกลับเข้ามาในราชอาณาจักรได้อีก

ขณะที่ Ms.Kristie กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้เสียหายในประเทศมีจำนวนเยอะ โดยเฉพาะช่วง 4 ปีที่ผ่านมาพบมูลค่าความเสียหายกว่า 4.45 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย โดยมีการฟอกเงินผ่านช่องทางคริปโตเคอร์เรนซี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตร.ไทย-ออสเตรเลีย ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ตุ๋นชาวออสซี่เสียหายกว่า 40 ล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...