โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิชัย รับช็อกสหรัฐเก็บภาษีไทย 36% ยังมั่นใจลดภาษีได้ก่อน 1 ส.ค.นี้

PostToday

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 22.29 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 03.26 น.

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะการเจรจาภาษีสหรัฐญ เปิดเผยภายหลังจากสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าบางประเภทสูงถึง36% ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ รวมถึงไทย ว่า ไทยได้ส่งข้อเสนอปรับปรุงล่าสุดถึงสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.68 ที่ผ่านมา แต่คาดว่าข้อเสนอดังกล่าวสหรัฐฯยังไม่ทันได้นำไปประกอบการพิจารณา แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามไปก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามมีความมั่นใจว่า จากข้อเสนอเพิ่มเติมนี้จะถูกสหรัฐฯนำมาพิจารณา และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าไทยที่ลดลงจาก 36% ก่อนขีดเส้นตายในวันที่ 1 ส.ค.2568

ถามช็อกไหมกับอัตรา 36% ก็มีบ้างนิดหน่อย แต่มองแล้วเข้าใจว่าทางฝั่งสหรัฐเองก็กำลังเร่งเคลียร์กับหลายประเทศ เพราะเดดไลน์วันที่ 9 ก.ค. นี้ เป็นกำหนดสำคัญทั่วโลก ซึ่งเราก็ได้เช็คแล้วว่าข้อเสนอของเราได้ส่งถึงสหรัฐตั้งแต่เช้าวันที่ 7 ก.ค. เรียบร้อยแล้ว แต่คาดว่าข้อเสนอนั้นยังไม่ทันหยิบมาพิจารณา แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามไปก่อนแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า เวลาการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐมีจำกัด เพราะสหรัฐมีตารางนัดกับหลายประเทศจำนวนมาก จึงไม่แปลกใจที่การเจรจาจะไม่แล้วเสร็จ

นายพิชัย ได้อธิบายว่า ข้อเสนอปรับปรุงของไทยมีการปรับตามข้อสังเกตที่ได้รับจากการหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 2-3 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการตอบโจทย์ทั้งด้านสินค้าเกษตร รายการที่ไทยไม่ได้ผลิตเอง และรายการที่กระทบผู้ผลิตภายในประเทศน้อยที่สุด ซึ่งสามารถปรับลดภาษีได้

เราไม่ได้ให้ทุกอย่าง 100% แต่ถ้าเทียบในเชิงตัวเลข ก็ให้ไปกว่า 90% แล้ว ส่วนที่เหลือ 10% ต้องกันไว้เพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ และรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่นที่เราทำ FTA อยู่ด้วย

โดย ย้ำว่าไทยพยายามทำให้เกิด “ความสมดุลทางการค้า” ตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องดุลการค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐฯ อยู่ โดยไทยได้เสนอแผนลดดุลการค้าให้สหรัฐพิจารณา เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ซื้อเครื่องบินโบอิ้ง สินค้าน้ำมัน หรือสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการช่วยปรับดุลโดยไม่ใช่แค่ลดภาษีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทางฝั่งสหรัฐเองก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้ยืดเยื้อ หนังสือที่ส่งมาก็ชัดเจนว่าต้องการให้ทุกประเทศเร่งสรุปให้ทันก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งแปลว่าประตูยังเปิดอยู่

ส่วน กรณีเวียดนามที่มีการลดระดับภาษีจาก 46% เหลือ 20% นั้น แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ลดลงมาก แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว จะพบว่าสินค้าส่งออกหลักของเวียดนามจำนวนมากยังคงอยู่ภายใต้หมวดภาษีในกลุ่มระดับ 40% ซึ่งเป็นระดับภาษีที่ยังคงมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันอยู่

เมื่อเปรียบเทียบเพิ่มเติมกับกรณีของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ตัวเลขภาษีลดลงจาก 49% เหลือ 36% โดยระบุว่า กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเล็กอย่างกัมพูชาหรือประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) มักมีสินค้าในปริมาณที่ยังไม่มาก การคำนวณภาษีจึงไม่ซับซ้อน และอาจไม่มีเหตุผลที่จะต้องคงภาษีในระดับสูงไว้

“ประเทศเหล่านี้เป็นกลุ่มประเทศเล็ก เพิ่งเริ่มต้น ตัวเลขก็นิดเดียว และอาจจะไม่มีเหตุผลที่จะไปเพิ่มภาษีขึ้นไปถึง 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ตาม เตือนถึงแนวโน้มในอนาคตว่า ระดับภาษี 40% อาจกลายเป็นมาตรฐานกลางของโลก โดยเฉพาะในสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการนำเข้าในปริมาณมาก เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงใช้ภาษีในระดับสูงเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าบางประเภท

พร้อมกันนี้ นายพิชัย ยังระบุว่าด้วยว่า หลังจากนี้รัฐบาลมีความจำเป็นในการเร่งอธิบายสถานการณ์ภาษีและโครงสร้างการค้าต่อกลุ่มนักลงทุนและตลาดทุนไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ตัวเลขภาษีนำเข้า-ส่งออกของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และกัมพูชา ปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่นักลงทุนว่าไทยกำลังเสียเปรียบ

ในความเป็นจริง สินค้าหลักของหลายประเทศยังอยู่ในกลุ่มภาษีสูง การสื่อสารให้ตลาดทุนเข้าใจบริบทเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความผันผวนในตลาดหุ้น และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

สำหรับ ประเทศที่ได้รับการ ลดภาษีนำเข้า ได้แก่

เมียนมา : เหลือ 40% (ลดลงจากเดิม 44%)

กัมพูชา: เหลือ 36% (ลดลงจาก 49%)

บังกลาเทศ: เหลือ 35% (ลดลงจาก 37%)

เซอร์เบีย: เหลือ 35% (ลดลงจาก 37%)

บอสเนียฯ: เหลือ 30% (ลดลงจาก 35%)

คาซัคสถาน: เหลือ 25% (ลดลงจาก 27%)

ตูนิเซีย: เหลือ 25% (ลดลงจาก 28%)

ประเทศที่อัตราภาษียังคงอัตราเดิม ได้แก่

ไทย: 36%

อินโดนีเซีย: 32%

แอฟริกาใต้: 30%

เกาหลีใต้: 25%

ประเทศที่ถูกปรับขึ้นอัตราภาษี ได้แก่

ญี่ปุ่น: เพิ่มเป็น 25% (จาก 24%)

มาเลเซีย: เพิ่มเป็น 25% (จาก 24%)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...