โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คำสาปชัยวรมัน” ฤาเป็นเหตุให้เขมร อยากครอบครองปราสาทไทย

Manager Online

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 11.29 น. • MGR Online

วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ในปี พ.ศ.2568 นับเป็นความขัดแย้งที่ชัดเจนมากที่สุดในรอบทศวรรษก็ว่าได้ ปลุกกระแสสังคมให้สนใจเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งยังมีประเด็นประวัติศาสตร์ หลักฐานโบราณคดี ไปจนถึงความเชื่อจากตำนานให้กล่าวเชื่อมโยงถึงกัน

รู้จักปราสาทยุคขอมโบราณของไทย

เมื่อกล่าวถึงปราสาทสมัยอาณาจักรขอมโบราณที่อยู่ในดินแดนไทย และเป็นพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทกับกัมพูชาในปัจจุบัน คือ “กลุ่มปราสาทตาเมือน” บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณและเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใน “ประเทศไทย” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าในอดีตที่นี่เคยเป็นชุมชนโบราณ เพราะเป็นเส้นทางผ่านช่องเขาสำคัญระหว่างเมืองพระนครไปยังพิมายปุระ

ปราสาทตั้งอยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 100 เมตร เป็นเทวสถานขอมโบราณ ศิลปบาปวน ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยมาตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. 2478

กรมศิลปากรยังได้ทำการบูรณะกลุ่มปราสาทตาเมือนจนสวยงาม กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจ.สุรินทร์ ซึ่งนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวชม มาทัศนศึกษาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โบราณวัตถุส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทตาเมือนได้ถูกนำไปแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์

กลุ่มปราสาทตาเมือน ประกอบไปด้วยปราสาท 3 หลัง ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ ปราสาทตาเมือน (หรือปราสาทบายกรีม) ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม

ปราสาทตาเมือน (ปราสาทบายกรีม) เป็นปราสาทหลังเล็กที่สุดในกลุ่ม ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง มีลักษณะเป็นห้องยาว เชื่อว่าเป็นธรรมศาลาหรือที่พักสำหรับคนเดินทาง

ปราสาทตาเมือนโต๊ด เป็นปราสาทขนาดเล็กที่เชื่อว่าเป็นอโรคยาศาล หรือสถานที่รักษาพยาบาลของชุมชน สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นอโรคยาศาล 1 ใน 102 แห่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อช่วยอาณาประชาราษฎร์

ปราสาทตาเมือนธม เป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด เป็นโบราณสถานสมัยบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17

เอกลักษณ์ของปราสาทตาเมือนธม มี “สวยัมภูลึงค์” หรือ ศิวลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเคลื่อนย้ายไม่ได้ เป็นรูปเคารพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งคนโบราณเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนองค์มหาเทพปรากฏที่ต้องบูชาและดูแลรักษา

คำสาปในศิลาจารึกปราสาทตาเมือนธม

หนึ่งในประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันหลากหลาย คือ “คำสาป” ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในอดีต ซึ่งต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ คำสาปในศิลาจารึก ที่มักถูกอ้างอิงถึง เป็นศิลาจารึกที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งจารึกเมื่อ พ.ศ. 1563 ในสมัย “พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1” (ครองราชย์ พ.ศ. 1545–1593) ไม่ใช่พระเจ้าชัยวรมัน

ด้วยความเป็นปราสาทที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ ปราสาทตาเมือนธม จึงมีการค้นพบศิลาจารึกหลายหลัก เมื่อรวมกับที่พบในบริเวณใกล้เคียง รวมได้จำนวน 14 หลัก

โดยส่วนหนึ่งของศิลาจารึกมีเนื้อหากล่าวถึงการแต่งตั้งข้าราชการ ข้าทาส และการถวายเงินทองไว้ที่ฐานของพระศิวะ โดยท้ายจารึกระบุคำสาปแช่งว่า “ผู้ใดทำลายฐานของพระศิวะจะต้องตกนรกจนสิ้นกาลมหาโกฏิ” (ตกนรกตลอดกาล)

ผศ.ดร.สมบัติ มั่งมีสุขศิริ และ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สรุปเนื้อความให้ทราบว่า ห้ามมิให้ผู้ใดเอาทรัพย์สินของปราสาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตน คนที่ช่วยดูแลท่านขอพรให้ได้เสวยสุขในสวรรค์ ตราบเท่าที่พระพรหมยังมี 4 หน้า พระวิษณุยังมี 4 กร และพระศิวะยังมี 3 พระเนตร ส่วนคนที่ทำลายหรือลักทรัพย์ไปจากปราสาทตาเมือน ให้ได้ความทุกข์ในนรก ตราบเท่าที่พระพรหมยังมี 4 หน้า พระวิษณุยังมี 4 กร และพระศิวะยังมี 3 พระเนตร เช่นกัน (อ้างอิงจากไทยรัฐออนไลน์: ปราสาทตาเมือนมนต์คำสาปในจารึก https://www.thairath.co.th/news/politic/193752)

ดังนั้น หากสันนิษฐานจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จึงอาจมีการตีความหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสาป "ชัยวรมัน" และ “สุริยวรมัน” (ที่ปรากฏในศิลาจารึกปราสาทตาเมือนธม ซึ่งระบุถึงการบริหารจัดการและการถวายทรัพย์สินแด่เทวสถาน โดยคำสาปมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากการถูกทำลายเท่านั้น)

“คำสาปชัยวรมัน” ตำนานความเชื่อที่อาจเป็นเหตุให้เขมรอยากได้ปราสาทไทย

[บางส่วนของบทความเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล]

ดังที่กล่าวไว้ว่า คำสาปที่อ้างถึงในบริบทของ "ชัยวรมัน" อาจมีการตีความคลาดเคลื่อน หากนำไปเชื่อมโยงกับคำสาปของ “พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1” ซึ่งบันทึกในศิลาจารึกที่ปราสาทตาเมือนธม ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และลงโทษผู้ทรยศหรือผู้ทำลาย ไม่ใช่คำสาปที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเขมร

แล้ว “คำสาปชัยวรมัน”มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ?

“คำสาปชัยวรมัน” เป็นตำนานเรื่องเล่าตามความเชื่อที่ไม่ปรากฏหลักฐานทางการ ว่าด้วยคำสาปขอมโบราณที่ยังคงสะท้อนแนวคิดความเชื่อนี้สืบต่อมาถึงชาวกัมพูชาบางกลุ่มยุคปัจจุบัน

ความเชื่อนี้เล่าถึงเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนในช่วงปลายราชวงศ์พระนคร อาณาจักรขอมโบราณมีสมเด็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (หรือพระเจ้าชัยวรมันปรเมศวร) เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเชื้อสาย “สุริยวรมัน” ซึ่งเป็นผู้สืบสันตติวงศ์จากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กษัตริย์ผู้รวบรวมอาณาจักรอย่างมั่นคง

พระเจ้าชัยวรมันที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติจากปี พ.ศ. 1870-1879 ถูกล้มอำนาจโดยชายธรรมดาผู้หนึ่งที่มีชื่อว่า "แตงหวาน" ผู้รวบรวมกบฏชาวบ้านเข้ายึดอำนาจ และตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในนาม “พระเจ้าตรอซ็อกผแอม” หรือ “สมเด็จพระองค์ชัย”พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองพระนครหลวง กัมพูชา

มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ที่ครองราชย์ในช่วง พ.ศ. 1545-1593 ประมาณ 1,500 ปีก่อน ได้สร้างคำสาปเอาไว้ในศิลาจารึกว่า “ผู้ใดทรยศต่อเราและลูกหลาน จะตกอยู่ในความพินาศตลอดไป ถูกต่างชาติยึดครอง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่พัฒนา ไม่มีวันชนะลูกหลานของเราได้ และจะเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

คำสาปนี้ถูกเชื่อว่าเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ “แตงหวาน” ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ และหลังจากนั้นประวัติศาสตร์กัมพูชาก็ดูเหมือนตกอยู่ในวงจรคำสาปตลอดมาไม่จบสิ้น

ว่ากันว่า “คำสาปชัยวรมัน” มีทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่ 1.ผู้ถูกสาปจะถูกทำลายจนสูญสิ้นด้วยลูกหลานของวรมัน 2.ผู้ถูกสาปจะอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อื่นเสมอ ถูกสยามและฝรั่งเศสปกครอง 3.ผู้ถูกสาปจะเข่นฆ่าล้างผลาญกันเองตราบชั่วลูกชั่วหลาน เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดง 4.ผู้ถูกสาปจะต้องเป็นทาสของผู้อื่นตลอดไป 5.ผู้ถูกสาปจะต้องเผชิญกับหายนะและภัยพิบัติทางธรรมชาติ 6.ลูกหลานของผู้ถูกสาปจะไม่มีวันรบชนะลูกหลานของชัยวรมัน 7.ผู้ถูกสาปจะล้าหลัง ไร้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “คำสาปชัยวรมัน” เป็นเรื่องเล่าแบบตำนานตามความเชื่อที่แล้วแต่บุคคลจะมอง เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางการจากรัฐบาลกัมพูชา หรือนักวิชาการ แต่ก็ยังแสดงให้เห็นได้ว่า ความเชื่อนั้นคงมีอยู่ในหมู่ชาวกัมพูชาบางกลุ่ม

โดยเฉพาะหากเชื่อมโยงเหตุการณ์ในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2568 ที่มีพิธีลึกลับกลางปราสาทนครวัดที่ถูกอ้างว่าเป็น “พิธีถอนคำสาปชัยวรมัน” โดยมีคนแต่งดำ 8 คนเป็นตัวแทนทิศ ทำพิธีกรรมซับซ้อนโดยรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเครื่องสังเวยและวัตถุประกอบพิธีมากมาย

แต่ทว่าในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เกิดฟ้าผ่าลงกลางปราสาทนครวัด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา จนมีการร่ำลือว่าเป็นอาถรรพ์จากคำสาป

ดังนั้นในเมื่อความเชื่อของชาวกัมพูชาบางส่วน มองว่า “คำสาป” ฝังอยู่ในปราสาทขอมโบราณของไทย จึงอาจเป็นเหตุทำให้ผู้มีอำนาจบางคน หวังครอบครองปราสาทของไทย เพื่อทำพิธีลบล้าง และปลดคำสาปก็เป็นได้!

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...