โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดพอร์ต‘เจ็กกี้-ทิวา’ตุนกำไรหุ้นจีน แนะจับจังหวะลงทุน‘หุ้นไทย’ในวิกฤติ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 05.05 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.

“กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์” จัดงานสัมมนา Thailand Investment Forum 2025: Great Depression พลิกเกมฝ่าวิกฤติ ภายใต้กิจกรรม Workshop “Insight เซียนหุ้นอัจฉริยะ” ซึ่งมีสองนักลงทุนผู้คร่ำหวอดวงการลงทุน อย่าง “มี่-ทิวา ชินธาดาพงศ์ และ “เจ็กกี้-สุธน สิงหสิทธางกูร” ได้มาร่วมพูดคุยถึงเส้นทางความสำเร็จและมุมมองต่อตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมภาพรวมพอร์ตลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

“เจ็กกี้-สุธน สิงหสิทธางกูร” นักลงทุน ให้มุมมองว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 พอร์ตการลงทุน “บวก 13%” โดยมีสัดส่วนการลงทุนกว่า 61% ในหุ้นกลุ่มการศึกษาของจีน ซึ่งหลายตัวมีราคาต่อกำไร (P/E) ต่ำเพียง 2-3 เท่า และราคาลดลงจากมูลค่าที่เหมาะสม (Fair Value) กว่า 80-90% สะท้อนถึงการเป็นสินทรัพย์ที่ยังคงราคาถูกมาก แม้มี “ผลตอบแทน” ระดับ 13% นี้ ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ “หุ้นจีน” ที่เลือกลงทุน

โดยยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เลือกลงทุนในตลาดหุ้นจีน ถือเป็นเกมที่มีความท้าทายอย่างมาก หลังจากตัดสินใจหันมาลงทุนในตลาดหุ้นจีนสัดส่วน 80% ของพอร์ต ด้วยเป็นการเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดจีนเผชิญวิกฤติและถูกมองในแง่ลบอย่างหนัก แต่ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่ามีโอกาส “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส” โดยมองว่าการลงทุนที่ดีคือการลงทุนในช่วงที่ตลาดดู “ขมุกขมัว น่ากลัว แต่ยังเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” และไม่ควรลงทุนในช่วงที่ตลาดรู้สึกสบายใจและทุกคนกำลังไล่ซื้อหุ้นกันด้วยความกลัวตกกระแส (FOMO) โดยเปรียบเทียบนักลงทุนที่ไล่ซื้อหุ้นใน “ตลาดขาขึ้น” เหมือน “ไก่ในฟาร์ม” ที่สุดท้ายจะถูกเชือดโดยไม่ทันตั้งตัว

ทั้งนี้ ยังแนะนำแนวคิดแบบ VC (Venture Capital) ที่ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนเป็นระยะ แต่หากมีเพียงหุ้นตัวเดียวที่เติบโต “ก้าวกระโดด” ก็สามารถชดเชยขาดทุนทั้งหมดได้ “หุ้นเวียดนาม” ที่ต้องอดทนลงทุนในหุ้นขนาดเล็กกว่า 70 ตัวนานถึง 3 ปี ก่อนที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ 4 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของความอดทนและการมองหาโอกาสระยะยาว

“หุ้นไทย” มีมุมมองว่า กลุ่มธุรกิจที่ต้องระวังในตลาดหุ้นไทย โดยยกตัวอย่างธุรกิจค้าปลีกบางแห่งที่มีการปล่อยกู้และมีลูกหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะปกติของธุรกิจค้าปลีกที่ควรมี Cash Cycle ต่ำ สะท้อนถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์งบการเงินและโมเดลธุรกิจอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน

“มี่-ทิวา ชินธาดาพงศ์” นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ให้มุมมองว่า พอร์ตลงทุนช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 ยังบวกได้เพียงหลักเดียวราว 3-4% โดยยอมรับว่าได้อานิสงส์จาก “หุ้นจีน” ที่ปรับตัวขึ้น สวนทางกับ “หุ้นไทย” ที่ยังคงเป็นตัวถ่วงสำคัญในพอร์ตลงทุน แต่การทยอยเข้าซื้อเพิ่มช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากการปันผลและเงินลงทุนที่เข้ามา ทำให้สัดส่วนปัจจุบันลดลงเหลือ 5-6% เนื่องจากหุ้นต่างประเทศปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นขณะที่หุ้นไทยกลับปรับตัวลง

ในมุมมอง “หุ้นไทย” ยังคงผันผวน และ “แย่กว่าที่คาดไว้มาก” หากเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่ได้ดีเลิศ แต่ราคาหุ้นกลับทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนหุ้นไทยอาจเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างบางประการ โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่ยังคงเป็น “ปัจจัยกดดัน” หากปัจจัยเหล่านี้คลี่คลายลง หุ้นไทยก็ยังมีโอกาสที่จะดีดตัวกลับได้ เนื่องจากถูกดึงลงมามากเกินไป

แม้หุ้นไทยจะผ่านจุดที่เรียกได้ว่า “สิ้นหวัง” และไม่น่าจะมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรงอีกแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ Force Sell ได้หมดไปแล้ว แต่ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะ “ซึมๆ” จากปัญหาเศรษฐกิจหลักๆ 2-3 ประการ โดยเฉพาะปัญหาที่ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจไม่เกิดการหมุนเวียน แต่เชื่อหากธนาคารสามารถตั้งหลักและมีนโยบายที่ดีขึ้น ตลาดก็จะถึงจุดต่ำสุด (Bottom) แต่ก็ไม่แน่ว่าตลาดจะเด้งกลับมารุนแรงหรือไม่อาจเป็นการซึมต่อไปมากกว่า

สำหรับ “ตลาดหุ้นจีน” แม้จะยังคงเป็นตลาดที่ “ถูกอยู่” แต่มองว่าไม่สามารถนำมาเทียบเคียงมูลค่า (Valuation) กับตลาดสหรัฐได้ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนั้น แนะนำลงทุนหุ้นจีนไม่ควรกระจายลงทุนผ่านกองทุนแบบ “เหมาเข่ง” แต่ควรพิจารณาเลือกลงทุนเป็นรายตัวที่มีการประเมินมูลค่าที่น่าสนใจ หรือเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเติบโตระดับโลก

ขณะที่ “หุ้นเวียดนาม” แม้จะถูกต่างชาติขายหุ้นออกไปจำนวนมากเช่นเดียวกับไทยในปีที่แล้วและต่อเนื่องมาถึงปีนี้ แต่กลับกำลังจะทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) เนื่องจาก “พลังรายย่อย” ในเวียดนามที่เข้ามาเล่นหุ้นจำนวนมาก ปัจจุบันมีบัญชีหุ้นในเวียดนามทะลุ 10 ล้านบัญชี คิดเป็น 10% ของประชากร ซึ่งสูงกว่าไทยที่มีเพียงประมาณ 3 ล้านบัญชีที่ไม่ซ้ำกัน

ท้ายสุด “ทิวา” บอกว่า จำนวนนักลงทุนที่ยังน้อยในไทยเป็นตัวบ่งชี้ถึงโอกาสในอนาคต หากเศรษฐกิจฟื้นตัวและคนไทยหันมาออมผ่านตลาดหุ้นมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...