โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โบราณใช้ "หัว-ศีรษะ" ไม่ต่างกัน "มารศีรษะขน-ศีรษะหมู" ก็ใช้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 มิ.ย. 2566 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2566 เวลา 14.54 น.

หัว – ศีรษะ (1)

สมัยก่อนคำว่า ‘หัว’ และ ‘ศีรษะ’ ใช้ได้ไม่ต่างกัน แม้ในถ้อยคำสำนวนเดียวกันก็ใช้แทนกันได้ อาทิ ‘มารหัวขน’ หรือ ‘มารศีรษะขน’ คือลูกที่อยู่ในท้องซึ่งยังไม่ปรากฏว่าใครเป็นพ่อหรือไม่มีใครรับว่าเป็นพ่อ “สุภาษิตสอนหญิง” กล่าวถึงหญิงใจแตกว่า

“ชนิดนางอย่างนี้มีชุมนัก เป็นโรครักเกิดมารศีรษะขน

ต้องกินยาเข้าสุราพริกไทยปน หมายประจญจะให้ดับที่อับอาย

รักสนุกครั้นได้ทุกข์แล้วถอยคิด จะปกปิดเปลวไฟเห็นไม่หาย

เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย คงเกิดกายขึ้นให้เห็นไว้เป็นตรา”

สำนวนเดียวกันนี้มีใช้ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เมื่อสืบพยานที่บ้านนางศรีประจัน ขุนแผนค้านว่าไม่ควรให้นางศรีประจันเป็นพยานตามคำอ้างของขุนช้าง เพราะนางเป็นแม่ยายฝ่ายโจทก์ เป็นตัวการพรากวันทองไปยกให้ขุนช้างที่นางโปรดปรานถึงขนาด ‘ชอบพูดกับลูกเขยสองต่อสอง’ และมีพฤติกรรมบัดสี

“เป็นโมหจิตคิดคะนอง ให้ลูกเขยนวดท้องอยู่ในเรือน

จนเป็นมารหัวขนหล่นจากพุง ประคบท้องยังรุ่งจนหน้าเฝื่อน

จอมปลอมผอมแห้งแร้งมาเตือน เป็นพยานร่วมเรือนอาสามา”

ขุนแผนให้เหตุผลว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ รับฟังพยานร่วมเรือนเช่นนี้ไม่ได้เพราะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลูกเขยจนเกิดมารหัวขนต้องทำแท้ง เป็นเหตุให้นางผอมแห้งใกล้ตายอย่างนี้

นอกจาก ‘มารหัวขน – มารศีรษะขน’ ยังมี ‘หัวไม้ – ศีรษะไม้’

‘หัวไม้’ และ ‘ศีรษะไม้’ ความหมายครือๆ กัน ใช้แทนกันได้ “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ อธิบายว่า

“หัวไม้, คือคนเก่งกล้า มักชกตีวิวาทข่มเหงเพื่อนนั้น.

หัวไม้ศีศะไม้, คือ คนเก่งกาจฉะกรรจ์, เที่ยวพาลตีรันผู้อื่น, เปนคนต้นชักชวนก่อน, นำน่าเพื่อนไปนั้น (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

รวมความคือ นักเลงหัวไม้ หรือนักเลงอันธพาลนั่นเอง

“สุภาษิตสอนหญิง” เล่าถึงคนประเภทนี้ว่า

“ที่บางคนนั้นชั่วเป็นหัวไม้ ให้พอใจชกตีเขามี่ฉาว

ท่านจับได้ใส่ตรวนคอยาว แล้วบอกข่าวโศกศัลย์ถึงภรรยา”

ไม่ต่างจากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เล่าถึงนักเลงหัวไม้โชว์อาวุธเดินกร่างกลางงานเทศกาลไหว้พระวัดป่าโมก

“พวกหัวไม้ลอยชายออกกรายกรีด เหน็บมีดขวานคร่ำทำก๋าเก่ง

เข้าในวัดยัดเยียดเบียดตะเบ็ง สาวสาวกลัวนักเลงลงนาวา”

ส่วนใน “ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔” ‘๑๔๐ พระราชกระแสเรื่อง ทาสลูกหนี้หนีนายเงินไปอาศัยวังเจ้าบ้านขุนนางแลในพระบรมมหาราชวัง’ ใช้คำว่า ‘ศีรษะไม้’ แทน ‘หัวไม้’ ไว้หลายที่

“ถ้ามีศีรษะไม้คนเมาไล่ตีไล่ฟันใครมาก็ดี มีผู้ร้ายไล่ผู้ใดผู้หนึ่งจะฉกชิงวิ่งราวเอาทรัพย์สิ่งสินในตัวในเมืองผู้ใดก็ดี ผู้ที่กลัวศีรษะไม้แลผู้ร้ายวิ่งเข้าไปในบ้านใหญ่วังโตพ้นจากมือคนศีรษะไม้แลผู้ร้ายไปได้ดังนี้ จึงเป็นเกียรติยศแก่เจ้าบ้านเจ้าวังนั้นได้ วิสัยคนที่เป็นใหญ่แล้วหรือจักเป็นใหญ่ต่อไปในกาลบัดนี้ ควรจะต้องรักษาเกียรติยศ ให้มีกิตติศัพท์เล่าลือว่า เมตตาปรานีแก่คนทั้งปวงไม่เข้าแก่บ่าวไพร่ของตน แลไม่เข้าแก่คนผิด”

น่าสังเกตว่า “พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เล่ม 2 ฉบับที่ 21 และ 22 ใช้คำว่า ‘อ้ายหัวไม้’ แสดงว่าทั้ง ‘หัวไม้’ และ‘ศีรษะไม้’ ใช้แทนกันได้ มีความหมายเดียวกัน

“ความเรื่อง อ้ายหัวไม้บางขุนศรีที่เธอชำระนั้น มีเหตุลุกขึ้นน้อยหนึ่งให้ฉันต้องเอาใจใส่”

“กรมพระนครบาลว่าด้วยอ้ายหัวไม้ พวกหม่อมเจ้าปรีดาในกรมขุนธิเบศบวร และอ้ายดั่นอ้ายโมราอ้ายมณีอ้ายฉาย อ้ายอะไรๆ อีกซึ่งเป็นหม่อมราชวงศ์ อ้ายจรบุตรพระอินทรรักษา”

อย่าว่าแต่หัวคนเลย แม้ ‘หัวหมู’ – ‘ศีรษะหมู’ ก็ใช้คู่กันได้ บทละครนอกเรื่อง “คาวี” ตอนท้าวสันนุราชหาหมอเสน่ห์มาทำให้นางจันท์สุดาหลงรัก หมอเฒ่าโอ้อวดสรรพคุณตัวเองแก่บรรดาเสนาว่า

“วันนี้เขาเอาของมาไหว้ครู หัวหมูบายศรีอยู่นี่แน”

ไม่ต่างกับบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ตอนที่ท้าวสามลบนบานให้พระสังข์ตีคลีมีชัย

“แล้วบนบานศาลกล่าวเจ้านาย จะถวายหัวหมูกับบายศรี

มาตรแม้นมีชัยชนะคลี จะให้มีอิเหนาสักเก้าวัน

เล่นการมหรสพครบสิ่ง จะเวียนเทียนทำมิ่งสิ่งขวัญ”

ในขณะที่เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ใช้คำว่า ‘ศีรษะหมู’ ตอนนางทองประศรีบนบานภูตผีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้คุ้มครองพลายชุมพลที่หนีไปเมืองกาญจน์

“จงพิทักษ์รักษาหลานข้าเจ้า ทั้งเป็ดไก่เหล้าข้าวจะบวงสรวง

ศีรษะหมูคู่หนึ่งไม่ล่อลวง แล้วทำบ่วงห้อยเบี้ยไว้หัวนอน”

โดยเฉพาะนิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” ใช้คำว่า ‘หัว’ และ ‘ศีรษะ’ สลับกันเป็นระยะๆ ดังจะเห็นได้จากตอนที่ อิเรน แม่ทัพเฒ่าผู้รักษาด่านดงตาล ควงขวานไล่ฆ่าศัตรูจนอ่อนล้า เลือดโซมร่างเพราะต้องลูกธนูเต็มตัว จึงสั่งยันตังลูกศิษย์ให้รีบตัดหัวส่งไปถวายเจ้านาย กำชับว่าอย่าปล่อยตนตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู

“เรียกอังกฤษศิษย์สั่งให้ตัดหัว ศีรษะตัวอย่าให้ผู้ใดเห็น

อ้ายยันตังฟังว่าน้ำตากระเด็น แต่จำเป็นจำทำด้วยจำใจ

เฝ้าอิดเอื้อนเตือนหนักชักกระบี่ ออกตัดศีรษะเชือดจนเลือดไหล”

ยันตังเอาศีรษะอิเรนห่อผ้าผูกไว้กับคอของตน ฉวยขวานคู่มือของนายโดดขึ้นหลังม้าตีฝ่าวงล้อมไปเฝ้านางละเวง

“เอาหัวครูชูถวายนางวัณฬา เล่ากิจจาทูลแถลงให้แจ้งการ

นางละเวงเพ่งพิศคิดสังเวช น้ำพระเนตรหลั่งลงน่าสงสาร

เพราะสัตย์ซื่อถือนายสู้วายปราณ โปรดประทานศพไว้ให้ยันตัง

เลื่อนศีรษะเป็นพระอุปราช บรรจุไว้ในปราสาทบาทหลวงฝัง”

ฉบับนี้ ‘หัว’ คู่ ‘ศีรษะ’ ฉบับหน้า ‘ศีรษะ’ เป็นพระเอก •

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...