ไอลอว์ แนะวิธี ถอดถอน กกต. หากประชาชนไม่พอใจการทำหน้าที่
ไอลอว์ แนะวิธี ถอดถอน กกต. หากประชาชนไม่พอใจการทำหน้าที่ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
หลัง กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพส.ส.ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัทไอทีวี จำกัด มหาชนจำนวน 42,000 หุ้น รวมทั้งมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
โดยที่โลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้อย่างดุเดือด ส่งผลให้แฮชแท็ก #กกตมีไว้ทำไม กลับมาติดเทรนด์ฮอตในทวิตเตอร์อีกครั้ง บางส่วนได้เรียกร้องให้มีการถอดถอน กกต.ชุดนี้กันเลยทีเดียว
ซึ่งเรื่องนี้เคยเป็นประเด็นมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งในปี 2562 โดย ไอลอว์ เคยโพสต์ให้ความรู้ในเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊ก iLaw ความว่า หากไม่พอใจ กกต. ชุดนี้ ประชาชนสามารถถอดถอนได้
ยังจำได้ไหม? ตั้งต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ที่มีการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร แต่ก็ปรากฎว่า การเลือกตั้งในบางประเทศเต็มไปด้วยความยากลำบาก เช่น ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งต้องต่อแถวยาวรอเลือกตั้งเป็นเวลานาน หรือกรณีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครผิดพลาด หรือการจัดส่งเอกสารบัตรเลือกตั้งล่าช้า ส่งไปแล้วก็ถูกตีกลับ เป็น
ถัดมาคือวันที่ 17 มีนาคม 2562 กกต. จัดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับคนที่ไม่สะดวกในวันที่มีการเลือกตั้ง แต่ก็ปรากฎว่า การเลือกตั้งมีความผิดพลาด เช่น รายชื่อพรรคและผู้สมัครที่ถูกยุบยังอยู่ หรือบางทีรายชื่อผู้สมัครก็หาย แต่ที่ร้ายแรงที่สุด คือ การที่เจ้าหน้าที่ให้บัตรเลือกตั้งผิดเขตที่มีสิทธิ์ บางคนมีการทักทวงเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้ากลับบอกให้ กาๆ ไปเถอะ ผลบัตรเสีย
จนกระทั่งวันที่ 24 มีนาคม ที่เป็นวันเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ มีผู้มาใช้สิทธิถึงสามสิบล้านกว่าคน แต่ทว่า กลับพบปัญหาเดิม เช่น ผู้สมัครและพรรคที่ถูกยุบยังอยู่ บางครั้งมีการสวมสิทธิเลือกตั้ง และบัตรที่มาจากการเลือกตั้งนอกราชาอาณาจักรเดินทางมาถึงช้า
ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีประชาชน-พลเมืองเน็ต จำนวนอย่างน้อย 118,704 ราย ร่วมลงชื่อผ่าน Change.org เพื่อร่วมกันลงชื่อถอดถอน กกต. ชุดปัจจุบัน
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ระบุว่า ภายใต้บังคับมาตรา 236 ที่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนข้อเท็จจริง และหากมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งให้ส่งสํานวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง