โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องคลองสานผ่าน 4 ตึกอดีต มัสยิด วังค้างคาว โรงน้ำปลาเก่า โรงเกลือโบราณ

ONCE

อัพเดต 21 ก.ค. 2566 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2566 เวลา 01.01 น.

เราว่าเรื่องเล่าที่หลบแอบอยู่ตามแต่ละย่านก็ไม่ต่างอะไรกับจดหมายที่เชื้อเชิญนักเดินเท้าให้เข้าไปสำรวจมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ และถ้าเริ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งตรงหน้าเมื่อไหร่ นั่นคงเป็นสัญญาณว่าความสนุกและความประทับใจกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

ไหนๆ ก็ห่างหายจากการออกไปเดินย่ำตามตรอกออกตามย่านกันซะนาน วันนี้เลยขอกลับมาเป็นนักเดินทัวร์ ลัดเลาะรอบคลองสานกันซะหน่อยดีกว่า เขาว่า ‘คลองสาน’ เป็นย่านประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่ยังมีลมหายใจของวันวานหลงเหลืออยู่เชียวนะ

วันนี้เรามากับทางบางกอกนัวร์เลยได้มีโอกาสเข้าไปดูหลายๆ ที่ด้วยกัน แต่ก็ไม่พลาดเก็บบรรยากาศและเกร็ดความรู้เล็กๆ มาฝากชาว ONCE ด้วยนะ

วังค้างคาว

ได้มาเห็นกับตาก็วันนี้ วังค้างคาวที่เขาว่ากันว่าถ้าได้เดินเข้าไปดูจะเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก ด้านในเป็นลานโล่งกว้างกว่าภาพที่คิดไว้ โดยอาคารหลังนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะและรูปแบบเป็นกลุ่มอาคารเก๋งจีน 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง หน้าจั่วปูนปั้น ประกอบด้วยอาคาร 2 หลังตั้งขนานกัน หันหน้าออกไปทางแม่น้ำ มีระเบียงเชื่อมถึงกัน ล้อมลานโล่งตรงกลางขนาดใหญ่ ในสมัยก่อนพื้นที่บริเวณใต้ถุนอาคารถูกแบ่งเป็นสัดส่วนทั้งสองฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์เป็นที่เก็บสินค้า

ศาลเจ้าเก่าแก่ตั้งอยู่ด้านบนของอาคารแรกและยังหลงเหลือร่องรอยภาพเขียนพู่กันจีนโบราณให้เห็นอยู่จางๆ ส่วนที่เรียกกันว่าวังค้างคาวนั้น เนื่องจากอาคารถูกปิดร้าง ทำให้มีค้างคาวเข้ามาทำรังและอาศัยอยู่ใต้ตึกเป็นจำนวนมาก จนชาวบ้านแถวนั้นพากันเรียกว่า ‘วังค้างคาว’ นั่นเอง

ที่อยู่: 186 ซ. เปรมสมบัติ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

มัสยิดเซฟี สุเหร่าตึกขาว

ถัดเข้าไปในซอยเล็กๆ ไม่ไกล จะเจอกับประตูไม้สีเขียว เดินพ้นเข้าไปด้านในจะเห็นอาคารสีเหลืองนวล เป็นสัญญาณว่ามาถึงมัสยิดเซฟีหรือสุเหร่าตึกขาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พอได้เดินดูรอบๆ จะเห็นเลยว่า มัสยิดแห่งนี้ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถรักษาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังคงบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางทางศาสนาเพียงแห่งเดียวของมุสลิมดาวูดีโบห์ราในประเทศไทย

ตัวอาคารสร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิค (Gothic Architecture) มีอายุเก่าแก่กว่า 106 ปี ลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมครึ่งตึกครึ่งไม้ เอกลักษณ์เฉพาะของมัสยิดกลุ่มดาวูดีโบห์รานั้นจะไม่มี “มิมบัร” (แท่นธรรมาสน์) และไม่มี “หออะซาน” (หอสูงไว้ร้องเรียกให้คนมาละหมาด) รูปแบบอาคารถอดแบบมาจากมัสยิดในอินเดีย แต่มีการต่อเติมตามสมัยนิยมอย่างไทยเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ที่อยู่: 1811 ถ.สมเด็จเจ้าพระยา แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600

โรงเกลือแหลมทอง

ไอแดดค่อยๆ อ่อนลง เราเดินไปจนสุดถนนดินแดงเพื่อไปยังเป้าหมายต่อไป…ต้องบอกว่านี่เป็นที่ที่เราตั้งตารอที่สุด แม้จะเคยเดินผ่านตรงนี้อยู่หลายรอบแต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาดูด้านในแบบจริงๆ จังๆ สักที ใครจะเชื่อว่าอาคารไม้ขนาดใหญ่หลังนี้คือโรงเกลือเก่าอายุประมาณ 80 ปีแล้ว ‘กิตติ มคะปุณโญ’ หรือ ‘เฮียเจี่ย’ เจ้าของโกดังโรงเกลือแห่งนี้เล่าว่า สมัยก่อนคลองสานมีโรงเกลืออยู่ 3 แห่ง ซึ่งโรงเกลือแหลมทองเป็นหนึ่งในนั้น ถ้าย้อนไปยุครุ่งเรืองปี 2520-2524 ช่วงนั้นเคยค้าขายได้มากกว่าวันละ 1,000 ตัน มาแล้ว ถึงปัจจุบันจะไม่คึกคักเหมือนเดิม แต่ยังคงมีการเก็บเกลือไว้ที่นี่อยู่บ้าง

นอกจากนี้ ภายในโรงเกลือยังมี “เครื่องโม่เกลือ” ที่ทำมาจากอิฐ ซึ่งนำเข้าจากเมืองจีน และมียุ้งเก็บเกลือ ซึ่งทำจากไม้ยางพาราและไม้ตะเคียน สามารถบรรจุเกลือได้สูงสุดถึง 35 ตันเลยทีเดียว อีกความน่าตื่นเต้นคือ เรายังได้เดินขึ้นไปดูข้าวของเก่าเก็บของเฮียเจี่ย และได้เห็นโครงสร้างบ้านไม้แบบโบราณอีกด้วย

โรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ

โรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะตั้งอยู่สุดซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 ใกล้กับศาลเจ้ากวนอู ปัจจุบันเป็นอาคารส่วนบุคคล เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปลายรัชกาลที่ 2 มีความเก่าแก่กว่า 200 ปี อาคารเป็นแบบสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ โดยสกุลช่างชาวฮกเกี้ยน ถ้าหันหน้าเข้าบ้านจะเห็นว่า มีอาคารหลักตั้งเด่นอยู่ตรงกลางสูง 2 ชั้น และมีอาคารชั้นเดียวขนาบข้างทั้งด้านซ้ายและขวา โดยมีลานโล่งอยู่ตรงกลาง เป็นลักษณะของ ‘บ้านล้อมลาน’

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นบ้านคหบดีจีนขนาดเล็กเพียงแห่งเดียวในสภาพสมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ เชียวนะ กระเบื้องปรุจีนสีน้ำตาลที่ประดับบนกำแพงหน้าบ้านอยู่นั้นก็เป็นของเก่าแก่ที่หาชมได้ยาก และถ้าสังเกตสันหลังคาปูนบนอาคารบริเวณปีกซ้ายจะเห็นว่ามีลักษณะโค้งแบบท้องสำเภาจีน ร่องรอยคร่ำคร่าบนผนังปูนเองก็ยังคงทิ้งบรรยากาศเดิมๆ เอาไว้ นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อนุรักษ์ของเดิมได้เกือบหมดเลยทีเดียว

แม้เส้นทางประวัติศาสตร์ย่านคลองสานจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา แต่ทุกสถานที่ล้วนมีเรื่องราวในตัวเอง กลายเป็นเสน่ห์ชวนให้คนรุ่นหลังอย่างเราอยากเดินเข้าไปสัมผัสความหลัง คุณค่า และความงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ เหมือนได้ค่อยๆ ทำความรู้จักคลองสานไปทีละก้าวเดิน เพิ่มความประทับใจไปทีละซอกซอย รู้ตัวอีกทีย่านนี้ก็ถูกเก็บเข้าลิสต์ย่านโปรดที่จะกลับมาอีกครั้งไปแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...