ส่งสายลับแฝงตัว ตามจับ 'สุนทรฟู่' ครูดีเด่น ติดพนัน ลวงครูจองที่พัก แต่งกลอนสดเตือนสติ
รวบ 'สุนทรฟู่' ครูภาษาไทยดีเด่น หลอกนศ.-ครูด้วยกัน จองที่พัก เสียหายกว่า 1 แสน ตร.ต้องแฝงตัวเข้าวงการนวดตามรวบ โดนจับยังแต่งกลอนสดเตือนสติ
เมื่อวันที่ 14 ก.ค.66 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. / หน.PCT ชุดที่ 5 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ, พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ธัญญพัทธ์ บุญสุข ผกก.สส.2 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว สว.กก.2 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.(สอบสวน) บก.สส.บช.น.
ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 และชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) นำกำลังสืบสวนติดตามจับกุมตัว นายวิวัฒน์ หรือ “ครูฟู่หรือสุนทรฟู่ อายุ 36 ปี ผู้ต้องหา 4 หมายจับ ดังนี้ หมายจับศาลอาญาธนบุรีที่ 742/2565 ลงวันที่ 22 พ.ย.65 ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” (สน.บางยี่เรือ)
2.หมายจับศาลจังหวัดนครสวรรค์ที่ 17/2566 ลงวันที่ 10 ม.ค. 66 ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” (สภ.บางม่วง)
3.หมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาครที่ 19/2566 ลงวันที่ 27 ม.ค.66 ข้อหา “ฉ้อโกง และโดยทุจริต หรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” (สภ.บ้านแพ้ว)
4.หมายจับศาลแขวงพระนครเหนือที่ 292/2566 ลงวันที่ 30 พ.ค.66 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” (สน.วังทองหลาง)
โดยกล่าวหาว่า “ฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยจับกุมได้ขณะที่กำลังจะย้ายถิ่นที่ พักกับแฟนหนุ่ม LGBTQ+ สัญชาติลาว ภายในห้องพักของคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ในเขตบางเขน เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากชุดสืบสวนได้รับการร้องเรียน กรณีครูฟู่อดีตครูสอนภาษาไทยโรงเรียนชื่อดังในพื้นที่ จ.กรุงเทพฯ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 และได้รับรางวัล “ครูภาษาไทยดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2560 จนได้รับสมญานามว่า “สุนทรฟู่” ก่อเหตุหลอกให้เช่าบ้านพัก เพื่อทำกิจกรรมต่างๆของโรงเรียนในต่างจังหวัด หรือหลอกให้เช่าห้องพักในงานรับปริญญา และหลอกลวงเหล่าคุณครู ที่ต้องการพาเด็กไปร่วมกิจกรรมนี้ที่ จ.น่าน
โดยอ้างว่าตนมีที่พักให้เช่า เพื่อให้เหล่านักเรียนมาร่วมกิจกรรม โดยครูฟู่อาศัยโปรไฟล์ในอดีตที่เคยเป็นครูดีเด่น สร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง ซึ่งมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 100 ราย มีหมายจับ 4 หมายจับ
พล.ต.ต.ธีรเดช หน.PCT ชุดที่ 5 สืบสวนติดตามจับกุมตัว “ครูฟู่ ส่งชุดสืบสวนแฝงตัวเข้าสู่วงการนวดของ LGBTQ+ เป็นเวลากว่า 1 เดือน จนได้เบาะแสว่าปัจจุบันครูฟู่กินอยู่กับแฟนหนุ่มละแวกพื้นที่ ซ.วัชรพล เขตรามอินทรา จ.กรุงเทพมหานคร จึงลงพื้นที่ติดตาม จนกระทั่งพบว่า ครูฟู่เดินออกจากห้องพักเพียงวันละ 1 ครั้ง หรือบางวันไม่ออกมาสู่โลกภายนอก
ต่อมาวันที่ 13 ก.ค. 66 พล.ต.ต.ธีรเดช นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุด PCT5 และ สืบนครบาล นำกำลังเข้าจับกุมตัวครูฟู่ได้ โดยจับกุมได้ขณะที่กำลังจะย้ายถิ่นที่พักกับแฟนหนุ่ม LGBTQ+ สัญชาติลาว โดยจับกุมได้ที่ห้องพักดังกล่าว
จากการสอบสวนนายวิวัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และเปิดเผยถึงความพลิกผันของชีวิตตนเอง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ โดยให้การว่า
ตนจบชั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 หลังจากเรียนจบก็ไปเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนชื่อดัง กระทั่งปี 2555 สอบบรรจุครูได้ด้วยความสามารถ จึงได้เป็นตำแหน่งหน้าห้องของผอ.โรงเรียน
กระทั่งมีเรื่องของวงโยธวาธิตที่ขอยืมเงินนักธุรกิจคนหนึ่ง ทำให้มีเรื่องราวทำให้ตนขอย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนอื่น ถือเป็นยุครุ่งเรืองที่สุด เพราะได้รับโอกาสเข้าไปช่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยอีกหน้าที่หนึ่ง และมีโอกาสแต่งบทอาเศียรวาท จนกระทั่งได้รับรางวัลครูดีเด่นประจำปี และได้สมญานามว่า 'สุนทรฟู่' กระทั่งในปี 2563 โรงเรียนเปลี่ยน ผอ.โรงเรียนและตนไม่ลงรอยกับผู้บังคับบัญชาคนใหม่ โดยทำงานหนักหลายหน้าที่จนป่วย
นายวิวัฒน์ให้การว่า จนกระทั่งเมื่อตนมาทำงานไม่ไหว ทำให้ตนตัดสินใจไม่ไปโรงเรียนอีก จนถูกตั้งกรรมการสอบสวน ช่วงนั้นชีวิตเริ่มเป๋แล้ว โดยรับว่าช่วงนั้นติดแฟนหนุ่ม ซึ่งเจอกันจากที่จ้างมานวด LGBTQ+ แล้วปิ๊งกัน และช่วงนั้นก็ติดการพนันปั่นสล็อต ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และครั้งแรกยังมีเงินเก็บที่ยังเหลือ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ พอผ่านไปสักพักหนึ่งเงินเริ่มหมด
ก็เริ่มโทรไปขอยืมเงินจากนักเรียนและครูที่เคยรู้จัก โดยเหล่านักเรียนนั้นกตัญญูรักครูมาก ให้มาทีละ 1,000 - 2,000 บาท บางคนให้ถึง 4,000 บาท ก็มี ยอมรับว่ายืมเด็กๆ แล้วไม่ได้คืน ส่วนเพื่อนครูนั้นตอนตนไปขอยืมเงินถูกเมิน และทำเหมือนคนไม่รู้จักกัน ทำให้เสียใจมากๆ หลังจากนั้นก็เริ่มเดินสายหลอกลวง
ตนเล่นเฟซบุ๊กแล้วเห็นมีการหาที่พัก ตนจึงได้ไอเดียหลอกลวง ด้วยการหลอกเอาเงินมัดจำที่พักจากเหยื่อ โดยลงมือทำเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตนทำไปเยอะมาก ความเสียหายที่หลอกลวงมาแล้วกว่า 100 ราย เสียหายกว่า 1 แสนบาท สาเหตุเนื่องจากติดการพนันและนำเงินไปเปย์ให้กับแฟนหนุ่มที่เป็น LGBTQ โดยยอมรับว่าทำไปเพราะหิว ต้องการที่อยู่ รู้ว่าผิด สงสารเหยื่อด้วย ขอโทษทุกคน ขอโอกาสให้สังคมให้อภัย
"เกิดชาติหน้าฉันใด ก็ขอให้ได้ชดใช้กรรม ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน หลังจากนี้ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่และขอใช้ความรู้ที่มีอยู่เพื่อสาธารณประโยชน์ จะให้ไปเป็นอาสาสมัครสอนที่ไหนอย่างไร จะไม่คิดเงินเลย จะมุ่งทำประโยชน์ให้กับสังคม ครูฟู่ยังแต่งกลอนแบบสดๆ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบนครบาล เพื่อเตือนภัยให้กับสังคมว่า
“ก่อนจะทำสิ่งใดขอให้คิด อย่าพลาดผิดจนชีวิตคิดถลำ ทำสิ่งใดประกอบด้วยเวรกรรม และเน้นย้ำทำกรรมดีอย่างที่เป็น หากพลาดผิดๆไปแล้วไม่แคล้วโทษ จากเป็นโจทก์ตกจำเลยคนเหยียบย่ำ ขอโอกาสที่มีได้แก้กรรม จะกระทำแต่สิ่งดีเพื่อสังคม” นายวิวัฒน์ กล่าว
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำตัวนายวิวัฒน์ ส่ง สน.บางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้านพล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า “ไม่น่าเชื่อว่าการพนันจะสามารถทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้ เปลี่ยนจากผู้ประสาทวิชา กลายเป็นมิจฉาชีพ ได้แบบสุดขั้ว ขอให้การจับกุมในครั้งนี้เป็นการเตือนไปถึงประชาชน ถึงภัยร้ายของการพนัน ทรัพย์สินเงินทองที่ออม หรืออนาคตที่วาดฝันไว้ จะหมดไปทันที เมื่อติดการพนัน และเมื่อไม่มีเงิน ปัญหาทุกอย่างก็จะตามมา
และแม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แต่หากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.”